สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา
การสอบข้อเขียนความรู้ชั้นเนติบัณฑิต ภาคสอง สมัยที่ 56 ปีการศึกษา 2546
วิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง กฎหมายล้มละลาย ระบบศาลและพระธรรมนูญศาลยุติธรรม
วันอาทิตย์ที่ 28 มีนาคม 2547

คำถาม 10 ข้อ ให้เวลาตอบ 4 ชั่วโมง (14.00 น. ถึง 18.00 น.) ให้ยกเหตุผลประกอบคำตอบด้วย


ข้อ 1. นายสิงห์เป็นโจทก์ฟ้องบริษัทไทยเจริญ จำกัด จำเลยที่ 1 ให้รับผิดตามสัญญากู้ และนายเดชเป็นจำเลยที่ 2
ให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ ส่วนนายเดชจำเลยที่ 2 ให้การว่าหนี้ตามสัญญากู้ระงับแล้ว จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น
            (ก) นายเดชจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การไม่เข้ามาต่อสู้คดีทั้งที่หนี้ตามสัญญากู้ระงับแล้ว ทำให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหาย เพราะเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์สินและหนี้สินของจำเลยที่ 1 ขอเข้ามาต่อสู้คดีแทนจำเลยที่ 1
           (ข) นายชัยยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องมีส่วนได้เสียในคดีเนื่องจากเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 มีความจำเป็น เพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิที่ผู้ร้องมีอยู่ในบริษัทจำเลยที่ 1 จึงร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความในคดีด้วย
            ให้วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องของนายเดชจำเลยที่ 2 ใน (ก) และนายชัย ใน (ข) ได้หรือไม่

ธงคำตอบ
            (ก) การเข้ามาเป็นคู่ความโดยการร้องสอดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 นั้น ไม่ว่าจะเป็นการร้องขอเข้ามาเองด้วยความสมัครใจ หรือด้วยถูกหมายเรียกให้เข้ามาในคดี ผู้ที่จะเข้ามานั้นต้องเป็นบุคคลภายนอกคดี นายเดชจำเลยที่ 2 เป็นคู่ความในคดีอยู่แล้ว ไม่ใช่บุคคลภายนอกคดี จึงไม่อาจร้องสอดเข้ามาต่อสู้คดีแทนจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 57 ได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 7709/2544)
            (ข) คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญากู้ อันเป็นกรณีที่โจทก์ขอให้บังคับเอาแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างหากจากนายชัยผู้ร้อง สิทธิของผู้ร้องมีอยู่ในบริษัทจำเลยที่ 1 เพียงใดก็คงมีอยู่อย่างนั้น ไม่มีเหตุจำเป็นที่จะร้องสอดเข้ามาเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ นายชัยผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความด้วยการร้องสอดตามมาตรา 57 (1) (คำพิพากษาฎีกาที่ 631/2545)
             ดังนั้น ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องของนายเดชจำเลยที่ 2 ใน (ก) และนายชัย ใน (ข) ไม่ได้


ข้อ 2. โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 มิได้ชำระหนี้ให้โจทก์ จำเลยที่ 1 ทำสัญญาโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 339 ให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งรับโอนโดยไม่สุจริตอันเป็นการฉ้อฉลทำให้โจทก์เสียเปรียบ ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้นำที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ต่อธนาคารกรุงทอง จำกัด ซึ่งรับจำนองโดยไม่สุจริต ขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 339 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และเพิกถอนสัญญาจำนองระหว่างจำเลยที่ 2 กับธนาคารกรุงทอง จำกัด จำเลยที่ 2 ให้การว่าสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาททำโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ขอให้ยกฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 1 นั้น โจทก์ไม่นำค่าธรรมเนียมในการส่งหมายมาวางภายในเวลาที่ศาลกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ทิ้งฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ให้จำหน่ายคดีโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 1 จากสารบบความ และพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2
             ให้วินิจฉัยว่า คำสั่งและคำพิพากษาของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ธงคำตอบ
              คำฟ้องของโจทก์เป็นการขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ที่ได้กระทำโดยการฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 กับเพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินระหว่างจำเลยที่ 2 กับธนาคารกรุงทอง จำกัด โจทก์จะต้องฟ้องบุคคลที่เกี่ยวข้องกับนิติกรรมที่ขอเพิกถอนเข้ามาเป็นคู่ความในคดี ศาลจึงจะมีอำนาจให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวได้ คดีนี้แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยที่ 1 ไว้แล้ว แต่ต่อมาโจทก์มิได้นำค่าธรรมเนียมในการส่งหมายให้จำเลยที่ 1 มาวางภายในเวลาที่ศาลกำหนด อันเป็นการทิ้งฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ศาลชอบที่จะมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 1 จากสารบบความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 132 (1) ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 176 บัญญัติให้ถือว่าโจทก์มิได้มีการยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 เลย ส่วนธนาคารกรุงทอง จำกัด ผู้รับจำนองนั้น โจทก์ก็มิได้ฟ้องหรือขอให้ศาลหมายเรียกเข้ามาเป็นคู่ความด้วย หากมีการเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินและเพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดิน ย่อมมีผลกระทบถึงสิทธิของธนาคารกรุงทอง จำกัด บุคคลภายนอกซึ่งมิใช่คู่ความในคดี อันเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 โจทก์มิอาจฟ้องคดีนี้ได้ ซึ่งปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นกล่าวอ้างศาลก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) (คำพิพากษาฎีกาที่ 7247/2537, 444/2546)
              ดังนั้น คำสั่งและคำพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว


ข้อ 3. โจทก์ฟ้องว่า จำเลยบุกรุกเข้ามาปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่ดินของโจทก์ ขอให้ขับไล่จำเลยและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดิน จำเลยให้การต่อสู้คดีขอให้ยกฟ้อง ต่อมาโจทก์พบว่าคำฟ้องของโจทก์มีข้อบกพร่อง จึงยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง จำเลยคัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนคำฟ้อง จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ จำเลยอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งดังกล่าว ระหว่างนั้น โจทก์ยื่นคำฟ้องเป็นคดีใหม่ขอให้ขับไล่จำเลยและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์อีก แต่ได้เรียกค่าเสียหายจากเหตุที่จำเลยไม่ยอมออกไปจากที่ดินด้วย จำเลยยื่นคำให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ คำฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้อน ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย
              ให้วินิจฉัยว่า คำฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้อนหรือไม่ และศาลจะพิจารณาในส่วนฟ้องแย้งต่อไปอย่างไร

ธงคำตอบ
               ในคดีก่อนโจทก์ขอถอนคำฟ้องและศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนคำฟ้อง แต่จำเลยยังอุทธรณ์ต่อมา คดีจึงอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ การที่โจทก์ยื่นคำฟ้องเป็นคดีใหม่ขอให้ขับไล่จำเลยและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินเช่นเดียวกับคดีก่อน แม้จะได้เรียกค่าเสียหายจากเหตุที่จำเลยไม่ยอมออกไปจากที่ดินมาด้วย แต่ค่าเสียหายดังกล่าวโจทก์ก็สามารถฟ้องเรียกได้ในคดีก่อนอยู่แล้ว จึงชอบที่โจทก์จะได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายมาพร้อมกับคำฟ้องในคดีก่อนเสียในคราวเดียวกัน คำฟ้องในคดีใหม่จึงเป็นเรื่องเดียวกับคำฟ้องในคดีก่อน ส่วนการถอนคำฟ้องที่จะมีผลลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้องและทำให้คู่ความกลับคืนเข้าสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นคำฟ้องเลยดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 176 นั้น หมายถึงการถอนคำฟ้องได้ถึงที่สุดแล้ว ไม่มีคดีค้างพิจารณาอยู่ในศาลใดศาลหนึ่ง เมื่อคดีก่อนอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ คำฟ้องของโจทก์ในคดีใหม่จึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตามมาตรา 173 วรรคสอง (1) โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย เมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยก็ไม่มีคำฟ้องของโจทก์และตัวโจทก์ที่จำเลยจะฟ้องแย้ง จำเลยไม่มีสิทธิฟ้องแย้ง ศาลจะต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งจำเลย
(คำพิพากษาฎีกาที่ 972/2532, 1964/2535, 471/2541, 7265/2544)


ข้อ 4. โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระเงินจำนวน 500,000 บาท จำเลยให้การต่อสู้คดี ศาลชั้นต้นให้โจทก์นำพยานเข้าสืบก่อนและนัดสืบพยานโจทก์เวลา 9 นาฬิกา ถึงวันนัดจำเลยมาศาล ส่วนฝ่ายโจทก์ไม่มาศาลโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เลื่อนคดี ศาลรออยู่จนถึงเวลา 10 นาฬิกา ทนายจำเลยแถลงขอให้ศาลพิจารณาสั่งตามที่เห็นสมควร ศาลเห็นว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณาจึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ
           (ก) โจทก์มาศาลในวันเดียวกันเวลา 10.30 นาฬิกา และยื่นคำร้องว่าโจทก์มิได้ขาดนัดพิจารณา เพราะโจทก์มาศาลในวันสืบพยานแล้ว แต่เนื่องจากเกิดอุบัติเหตุทำให้โจทก์มาถึงศาลล่าช้าหลังจากที่ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพียง 30 นาที ขอให้ศาลยกคดีขึ้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป
           (ข) จำเลยอุทธรณ์คำสั่งจำหน่ายคดีว่า ทนายจำเลยแถลงต่อศาลดังกล่าวโดยมีความประสงค์จะให้ศาลดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป แต่ศาลมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลไม่ชอบด้วยกฎหมาย
            ให้วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องของโจทก์ใน (ก) อย่างไร และอุทธรณ์ของจำเลยใน (ข) ฟังขึ้นหรือไม่

ธงคำตอบ
            (ก) การที่คู่ความต้องมาศาลในวันสืบพยานนั้นจะต้องมาตรงตามเวลานัดด้วย เมื่อศาลนัดเวลา 9 นาฬิกา และได้รออยู่จนถึงเวลา 10 นาฬิกา ล่วงเลยเวลานัดไปถึง 1 ชั่วโมง ฝ่ายโจทก์ก็ยังไม่มาศาล โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เลื่อนคดี จึงต้องถือว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 200 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจากสารบบความตามมาตรา 202 จึงชอบด้วยกฎหมาย การที่โจทก์มาศาลและยื่นคำร้องขอให้ศาลยกคดีขึ้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ย่อมมีผลเท่ากับเป็นการขอให้พิจารณาคดีใหม่ (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 3388/2545) เมื่อศาลมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจากสารบบความโดยมิได้สั่งให้พิจารณาคดีนี้ไปฝ่ายเดียว โจทก์จะขอให้พิจารณาคดีใหม่ไม่ได้ (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 1248/2546) ดังนั้น ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งให้ยกคำร้องของโจทก์
             (ข) เมื่อโจทก์ขาดนัดพิจารณา มาตรา 202 ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ เว้นแต่จำเลยจะได้แจ้งต่อศาลในวันสืบพยานขอให้ดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป จึงให้ศาลพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียว การที่ทนายจำเลยแถลงขอให้ศาลพิจารณาสั่งตามที่เห็นสมควร ถือไม่ได้ว่าเป็นการแจ้งต่อศาล ขอให้ดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 1162/2545) ดังนั้น อุทธรณ์ของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น


ข้อ 5. โจทก์ฟ้องว่าจำเลยซื้อโทรทัศน์สีไปจากโจทก์แล้วไม่ชำระราคา ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 40,000 บาท จำเลยให้การว่า ไม่เคยซื้อโทรทัศน์สีไปจากโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์เสร็จและสืบพยานจำเลยได้ 2 ปาก ในวันนัดสืบพยานจำเลยนัดต่อมา ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอ้างว่า พยานจำเลยติดธุระสำคัญที่ต่างจังหวัดไม่สามารถมาเบิกความตามนัดได้ โจทก์คัดค้านว่าจำเลยมีเจตนาประวิงคดี ศาลชั้นต้น
ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลย จำเลยยื่นคำแถลงโต้แย้งคำสั่งดังกล่าว ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ตามฟ้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและงดสืบพยานจำเลย กับอุทธรณ์ว่าคำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมโดยยกเหตุแห่งการที่เป็นฟ้องเคลือบคลุมขึ้นอ้างมาในอุทธรณ์ด้วย
           ให้วินิจฉัยว่า จำเลยจะอุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าวได้หรือไม่

ธงคำตอบ
            คดีนี้จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาท ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง การอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคำสั่งระหว่างพิจารณาจะต้องพิจารณาจากคดีเดิมเป็นสำคัญ ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและงดสืบพยานจำเลยนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการดำเนินคดีของศาลชั้นต้นจึงเป็นข้อเท็จจริง แม้จำเลยจะได้ยื่นคำแถลงโต้แย้งคำสั่งนั้นไว้ ก็ต้องห้ามอุทธรณ์ตามบทบัญญัติดังกล่าว (คำพิพากษาฎีกาที่ 6230/2541 และ 5501/2545) จำเลยจึงอุทธรณ์ในปัญหานี้ไม่ได้
             ปัญหาเรื่องฟ้องเคลือบคลุมแม้จะเป็นปัญหาข้อกฎหมาย แต่จำเลยมิได้ให้การต่อสู้คดีไว้ จึงไม่มีประเด็นในเรื่องดังกล่าว ทั้งมิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น และเรื่องฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่ในคดีแพ่งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยจึงอุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าวไม่ได้ ตามมาตรา 225 (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 3498/2546)


ข้อ 6. นายชาญฟ้องนายชิดขอให้ขับไล่นายชิดออกจากบ้านและที่ดินโดยอ้างว่า บ้านและที่ดินดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของนายชาญ นายชิดให้การว่าบ้านและที่ดินดังกล่าวเป็นของนายชิด ขอให้ยกฟ้อง ต่อมานายชิดยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาโดยอ้างว่า นายชาญได้ให้ผู้อื่นเช่าบ้านและที่ดินพิพาทดังกล่าว ขอให้ศาลสั่งให้นายชาญหรือผู้เช่านำเงินค่าเช่ามาวางศาล นายชาญรับว่าได้ให้ผู้อื่นเช่าบ้านและที่ดินพิพาทจริง แต่คัดค้านว่านายชิดเป็นจำเลยจะขอคุ้มครองประโยชน์ไม่ได้
            ให้วินิจฉัยว่า (ก) ข้อคัดค้านของนายชาญฟังขึ้นหรือไม่
                                (ข) ศาลจะสั่งอนุญาตตามคำขอของนายชิดได้หรือไม่

ธงคำตอบ
             (ก) การขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 นั้นคู่ความฝ่ายใดจะร้องขอก็ได้ ดังนั้น แม้นายชิดเป็นจำเลย ก็มีสิทธิขอคุ้มครองประโยชน์ตามมาตรา 264 ได้ ข้อคัดค้านของนายชาญฟังไม่ขึ้น
             (ข) การคุ้มครองตามมาตรา 264 จะต้องเป็นการขอคุ้มครองประโยชน์ของผู้ร้องขอเพื่อให้ทรัพย์สิน สิทธิหรือประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งที่พิพาทกันในคดีนั้นได้รับความคุ้มครองไว้จนกว่าศาลจะได้มีคำพิพากษา หรือเพื่อสะดวกในการที่จะบังคับคดีตามคำพิพากษา และคำขอนั้นต้องอยู่ในประเด็นแห่งคำฟ้องหรือคำให้การและฟ้องแย้ง จะขอนอกเหนือจากคำขอในคำฟ้อง หรือคำให้การและฟ้องแย้งไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น เมื่อนายชิดไม่ได้ฟ้องแย้งขอแสดงกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดินพิพาท และเรียกค่าเช่าบ้านและที่ดินพิพาทดังกล่าวหรือเรียกค่าเสียหายมาด้วย นายชิดจะขอให้ศาลสั่งให้นายชาญหรือผู้เช่าบ้านและที่ดินพิพาทดังกล่าวนำเงินค่าเช่ามาวางศาลหาได้ไม่ เพราะผลของคดี ถ้านายชิดเป็นฝ่ายชนะคดี ศาลก็จะพิพากษายกฟ้องของนายชาญไปตามคำขอท้ายคำให้การของนายชิดเท่านั้น ไม่มีผลบังคับไปถึงค่าเช่าด้วย ศาลจึงสั่งอนุญาตตามคำขอของนายชิดไม่ได้ (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 1463/2515 และ 3900/2532)


ข้อ 7. นายจนขายฝากบ้านไว้แก่นายรวยแล้วมิได้ไถ่ถอนภายในกำหนดไถ่คืน ต่อมาอีกหนึ่งปี นายรวยฟ้องขับไล่นายจนและบริวารออกจากบ้านหลังดังกล่าว กับเรียกค่าเสียหายจำนวน 500,000 บาท ศาลพิพากษาให้นายรวยชนะคดีเต็มตามฟ้อง แต่นายจนไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา นายรวยจึงขอบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีได้จัดการให้นายรวยเข้าครอบครองบ้านพิพาทและยึดเครื่องรับโทรทัศน์สีราคา 300,000 บาท เพื่อนำออกขายทอดตลาดชำระค่าเสียหาย นางเจียมภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายจนยื่นคำร้องขอว่า บ้านเป็นสินสมรสที่นางเจียมมีกรรมสิทธิ์อยู่กึ่งหนึ่ง และเครื่องรับโทรทัศน์สีก็เป็นสินส่วนตัวของนางเจียม มิใช่ทรัพย์ของนายจน ขอให้กันส่วนของนางเจียมสำหรับบ้านออกจากการบังคับคดีและให้ปล่อยเครื่องรับโทรทัศน์สีที่ยึดไว้ ศาลไต่สวนแล้ว ข้อเท็จจริงได้ความตามที่นางเจียมยกขึ้นอ้างในคำร้องขอให้วินิจฉัยว่า ศาลจะมีคำสั่งให้นางเจียมได้รับการกันส่วนสำหรับบ้านและมีคำสั่งให้ปล่อยเครื่องรับโทรทัศน์สีที่ยึดไว้ได้หรือไม่

ธงคำตอบ
             สำหรับบ้านตกเป็นกรรมสิทธิ์ของนายรวยอยู่แล้วโดยการขายฝาก การที่นายรวยขอให้บังคับคดีให้นายรวยเข้าครอบครองบ้าน เป็นการใช้สิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดไว้ หนี้ตามคำพิพากษาสำหรับบ้าน จึงเป็นการบังคับคดีให้นายจนลูกหนี้ตามคำพิพากษาต้องกระทำการส่งมอบบ้านให้แก่นายรวยเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา มิใช่การบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของนายจนลูกหนี้ตามคำพิพากษา กรณีจึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 ที่นางเจียมจะขอกันส่วนได้ ศาลต้องมีคำสั่งยกคำขอในส่วนนี้
              ส่วนเครื่องรับโทรทัศน์สีเป็นสินส่วนตัวของนางเจียม นายจนลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย นายรวยเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนค่าเสียหายจำนวน 500,000 บาท ซึ่งเป็นหนี้เงิน จึงไม่มีสิทธิบังคับคดีเอาแก่เครื่องรับโทรทัศน์สีซึ่งเป็นสินส่วนตัวของนางเจียมบุคคลนอกคดี ไม่ว่าหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนนี้จะเป็นหนี้ร่วมหรือไม่ก็ตาม ศาลต้องมีคำสั่งให้ปล่อยเครื่องรับโทรทัศน์สีที่ยึดไว้ตามมาตรา 288 วรรคหนึ่ง (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 4832/2536 และ 523/2534)


ข้อ 8. นายไก่ฟ้องนายเป็ดเป็นคดีล้มละลายโดยระบุในคำฟ้องว่า นายไก่เป็นตัวแทนซื้อหุ้นของบริษัทแห่งหนึ่งให้แก่นายเป็ดซึ่งเป็นตัวการ นายไก่ออกเงินทดรองชำระค่าหุ้นแทนนายเป็ดเป็นเงิน 1,000,000 บาท โดยนายไก่ยึดถือใบหุ้นของนายเป็ดไว้ ต่อมานายเป็ดมีหนี้สินล้นพ้นตัวไม่มีทรัพย์สินเพียงพอที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ ขอให้ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของนายเป็ดเด็ดขาด นายเป็ดให้การต่อสู้ว่าฟ้องของนายไก่ไม่ชอบที่ศาลล้มละลายกลางจะรับไว้พิจารณา เพราะนายไก่ฟ้องคดีล้มละลายโดยมิได้มีหนังสือทวงถามให้นายเป็ดชำระหนี้ก่อน นอกจากนี้นายไก่มิได้กล่าวในฟ้องว่าถ้านายเป็ดล้มละลายแล้วนายไก่จะยอมสละหุ้นของนายเป็ดให้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย หรือตีราคาหุ้นมาในฟ้องด้วย
             ให้วินิจฉัยว่า ข้อต่อสู้ของนายเป็ดฟังขึ้นหรือไม่

ธงคำตอบ
             ข้อต่อสู้ของนายเป็ดประการแรกที่ว่า นายไก่ฟ้องคดีล้มละลายโดยมิได้มีหนังสือทวงถามให้นายเป็ดชำระหนี้ก่อนนั้น ฟังไม่ขึ้น เพราะการที่ในฟ้องกล่าวว่า นายเป็ดไม่มีทรัพย์สินเพียงพอที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ ย่อมเข้าข้อสันนิษฐานของพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 8 (5) ว่า นายเป็ดมีหนี้สินล้นพ้นตัว นายไก่จึงฟ้องคดีล้มละลายได้ โดยมิจำต้องมีหนังสือทวงถาม ตามมาตรา 8 (9) (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 887/2535)
             ส่วนข้อต่อสู้ของนายเป็ดประการที่สองที่ว่า นายไก่มิได้กล่าวในฟ้องว่า ถ้านายเป็ดล้มละลายแล้ว นายไก่จะยอมสละหุ้นของนายเป็ดให้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายหรือตีราคาหุ้นมาในฟ้องด้วยนั้น ฟังขึ้น เพราะการที่นายไก่อ้างว่า เป็นตัวแทนซื้อหุ้นให้แก่นายเป็ดซึ่งเป็นตัวการ โดยออกเงินทดรองชำระหนี้ค่าหุ้นไปก่อน นายไก่ย่อมมีสิทธิยึดหน่วงใบหุ้นซึ่งเป็นทรัพย์ของนายเป็ดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 241, 244 และ 819 จึงเป็นเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 6 ฟ้องของนายไก่จึงต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 10 (2) โดยกล่าวในฟ้องว่าถ้านายเป็ดล้มละลายแล้วนายไก่ยอมสละหุ้นของนายเป็ดให้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย หรือตีราคาหุ้นมาในฟ้องด้วย ตามแต่จะเลือก ฟ้องของนายไก่จึงไม่ชอบที่ศาลล้มละลายกลางจะรับไว้พิจารณา (คำพิพากษาฎีกาที่ 175/2529)


ข้อ 9. ในการพิจารณาให้ความเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการในคดีเรื่องหนึ่ง ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วเห็นว่าแม้แผนจะมีข้อเสนอในการชำระหนี้ไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/42 ตรีเมื่อการดำเนินการตามแผนสำเร็จจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่าในกรณีที่ศาลจะมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายและแผนมีรายการอื่น ๆครบถ้วนตามมาตรา 90/42 ก็ตามแต่เนื่องจากแผนได้กำหนดให้ผู้ค้ำประกันของลูกหนี้หลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้ส่วนที่ลูกหนี้ได้รับการปลดเปลื้องความรับผิดตามแผนเช่นเดียวกับลูกหนี้ไปด้วยย่อมขัดต่อกฎหมาย จึงมีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผน
            ให้วินิจฉัยว่า คำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผนของศาลล้มละลายกลางดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ธงคำตอบ
             พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/60 วรรคสอง บัญญัติว่า คำสั่งของศาลซึ่งเห็นชอบด้วยแผนไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดของบุคคลซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันของลูกหนี้ในหนี้ที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน ดังนั้นการที่แผนฟื้นฟูกิจการกำหนดให้ผู้ค้ำประกันของลูกหนี้หลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้ส่วนที่ลูกหนี้ได้รับการปลดเปลื้องความรับผิดตามแผนเช่นเดียวกับลูกหนี้ไปเสียทีเดียว ย่อมขัดต่อมาตรา 90/60 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 แต่เมื่อรายการดังกล่าวไม่ใช่สาระสำคัญในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ จึงไม่กระทบถึงความสมบูรณ์ของแผนตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 90/58 วรรคสอง ซึ่งถือว่าแผนมีรายการครบถ้วนตามมาตรา 90/42 แล้ว
              ดังนั้น คำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผนของศาลล้มละลายกลางจึงไม่ชอบด้วยมาตรา 90/58 (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 3318/2545)


ข้อ 10. นายมั่งเป็นโจทก์ฟ้องนายมีเป็นจำเลยต่อศาลแขวง กล่าวหาว่ากระทำผิดฐานหมิ่นประมาท โดยบรรยายฟ้องแยกการกระทำออกเป็น 2 ข้อ "ข้อ 1. เมื่อวันที่ 1มกราคม 2547 จำเลยใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สาม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 (ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ) ข้อ 2. เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2547 จำเลยใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สาม โดยการโฆษณาขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 (ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท) กับมีคำขอให้นำโทษจำคุก 3 ปี ที่ศาลอื่นรอการลงโทษไว้มาบวกกับโทษคดีนี้" นายเดชผู้พิพากษาศาลแขวง ไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า
             (ก) การกระทำตามฟ้องข้อ 1. คดีมีมูลให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง พิพากษาลงโทษจำคุก 1 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือนให้นำโทษจำคุก 3 ปี ที่รอการลงโทษไว้บวกเข้ากับโทษคดีนี้ เป็นจำคุก3 ปี 6 เดือน
             (ข) การกระทำตามฟ้องข้อ 2. คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง
             ให้วินิจฉัยว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาและการพิพากษาคดีของศาลแขวงดังกล่าว ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ธงคำตอบ

              (ก) พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบด้วยมาตรา 25 (5) บัญญัติให้ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาซึ่งกฎหมายกำหนดอัตราโทษสูงไว้ให้จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สำหรับการกระทำตามฟ้องข้อ 1. เมื่อมีอัตราโทษอย่างสูงไม่เกินกำหนดดังกล่าว ศาลแขวงจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาได้และนายเดชผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งประทับฟ้องตามมาตรา 25 (3)ต่อมาจำเลยให้การรับสารภาพ การที่ศาลแขวงพิพากษาลงโทษจำคุก 1 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 6 เดือนนั้น ไม่เป็นการขัดต่อมาตรา 25 (5)ที่บัญญัติห้ามมิให้ผู้พิพากษาคนเดียวลงโทษจำคุกเกินกว่า 6 เดือน เพราะโทษสุทธิที่จะลงแก่จำเลยมิได้เกินกว่า 6 เดือน ส่วนการนำโทษจำคุก 3 ปีที่รอการลงโทษ มาบวกกับโทษคดีนี้นั้นก็เป็นการปฏิบัติตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 วรรคแรก ที่ให้ศาลที่พิพากษาคดีหลังบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษคดีหลัง มิใช่เป็นกรณีที่ศาลแขวงพิพากษาลงโทษจำคุกเกิน 6 เดือนการดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาของศาลแขวงตามฟ้องข้อ 1. จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว
               (ข) คดีตามฟ้องข้อ 2. มีอัตราโทษปรับเกินอำนาจที่ศาลแขวงจะรับพิจารณาได้ ศาลแขวงจึงไม่มีอำนาจไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งตามมาตรา 25 (3)การที่ศาลแขวงไต่สวนมูลฟ้อง และมีคำพิพากษาให้ยกฟ้อง จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 2887/2540)