สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา

การสอบข้อเขียนความรู้ชั้นเนติบัณฑิต ภาคสอง สมัยที่ 55  ปีการศึกษา 2545

วิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง   กฎหมายล้มละลาย   ระบบศาลและพระธรรมนูญศาลยุติธรรม 

วันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม 2546

 

 


คำถาม 10 ข้อ  ให้เวลาตอบ 4 ชั่วโมง  (14.00 .  ถึง  18.00 .)  ให้ยกเหตุผลประกอบคำตอบด้วย

 

 

ข้อ  1.    โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลชั้นต้น

รับอุทธรณ์โดยอนุญาตให้โจทก์ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ จำเลยแก้อุทธรณ์ ก่อนส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์

โจทก์ตาย อีก 7 วันต่อมานายรวยบุตรของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ ศาลชั้นต้นสอบถามจำเลยแล้ว

จำเลยรับว่าโจทก์ถึงแก่ความตายแล้วและนายรวยเป็นทายาทจริง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่านายรวยมีทรัพย์สินพอที่จะเสีย

ค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ได้ ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้นายรวยเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่โจทก์และสั่งให้นายรวย

เสียค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์        

             ให้วินิจฉัยว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นทั้งสองประการดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

 

ธงคำตอบ

             ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์แล้ว แม้ยังไม่ส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ ก็ถือว่าคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์เป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ที่จะพิจารณาสั่ง ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่งคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้นายรวยเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ผู้มรณะจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 วรรคหนึ่ง (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 5474/2536, คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ 426/2517)

             การเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะก็เพื่อให้มีคู่ความครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ผู้ที่เข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ไม่ได้เข้ามาในฐานะส่วนตัว คงมีสถานะเหมือนกับคู่ความที่มรณะนั่นเอง ดังนั้น การที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดี

อย่างคนอนาถาแล้วตายลง แม้ผู้ที่เข้าเป็นคู่ความแทนที่จะมีทรัพย์สินพอที่จะเสียค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ ก็มีสิทธิ

ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาต่อไปได้ การที่ศาลชั้นต้นสั่งให้นายรวยเสียค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์จึงไม่ชอบเช่นกัน

(เทียบคำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ 60/2503 (ประชุมใหญ่))

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ข้อ  2.    จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างขับรถยนต์ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ซึ่งเอาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 3 ด้วยความ

ประมาทรถยนต์พลิกคว่ำที่บริเวณสวนจตุจักร ทำให้โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ที่โดยสารภายในรถได้รับบาดเจ็บสาหัส

โจทก์ที่ 1 หน้าเสียโฉมอย่างติดตัว โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 จึงได้ฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาลแพ่ง โดยโจทก์ที่ 1

เรียกค่าเสียหาย 800,000 บาท โจทก์ที่ 2 เรียกค่าเสียหาย 300,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องจนกว่า

จะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 3 ซึ่งให้การปฏิเสธ ยื่นคำร้องขอให้ศาลแพ่งชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นว่า โจทก์ที่ 2 ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 ต่อศาลแพ่ง เพราะความเสียหายของโจทก์ที่ 2 แยกต่างหากจากความเสียหายของโจทก์ที่ 1 และจำนวนค่าเสียหายของโจทก์ที่ 2 อยู่ในอำนาจของศาลแขวงพระนครเหนือ

             ให้วินิจฉัยว่า คำร้องของจำเลยที่ 3 ตามที่กล่าวฟังได้หรือไม่ เพียงใด

 

ธงคำตอบ

             ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59 บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป อาจเป็นคู่ความในคดีเดียวกันได้ โดยเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วม ถ้าหากปรากฏว่าบุคคลเหล่านั้น มีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ให้สิทธิบุคคลที่จะฟ้องคดีร่วมกันได้ และเป็นความมุ่งหมายของกฎหมายในมาตรา 59 ที่จะให้มูลความแห่งคดีที่เกี่ยวข้องกันควรได้รับการพิจารณาจากศาลเดียวกัน ดังนั้น แม้ค่าเสียหายของโจทก์ทั้งสองจะแยกจากกันได้ และค่าเสียหายในส่วนของโจทก์ที่ 2 มีทุนทรัพย์ไม่เกิน 300,000 บาท ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงพระนครเหนือก็ตาม แต่มูลหนี้หรือสิทธิเรียกร้องในค่าเสียหายของโจทก์ทั้งสอง เกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ในคราวเดียวกัน โจทก์ทั้งสองย่อมมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี จึงฟ้องคดีร่วมกันได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 59 ศาลแพ่งย่อมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีโจทก์ที่ 2 ได้ คำร้องของจำเลยที่ 3 จึงฟังไม่ได้ (คำพิพากษาฎีกาที่

7471/2541)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ข้อ  3.    โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ร่วมกันรับผิดชำระเงินกู้จำนวน 6,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้คดีแล้ว ส่วนจำเลยที่ 2 ยังอยู่ในระหว่างส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง ต่อมาโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลย

ทั้งสองโดยอ้างเหตุว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ได้ตกลงชำระหนี้ให้แก่โจทก์แล้ว ศาลชั้นต้นสั่งคำร้องขอ

ถอนฟ้องของโจทก์ว่า ให้โจทก์ส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องแก่ทนายจำเลยที่ 1 ภายใน 5 วัน ไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิด

มิฉะนั้นถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง เมื่อถึงวันนัดปรากฏว่าโจทก์ยังมิได้ดำเนินการส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องให้ทนายจำเลยที่ 1

ศาลชั้นต้นจึงสั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง ให้ยกคำร้องขอถอนฟ้องและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

             ให้วินิจฉัยว่า คำสั่งจำหน่ายคดีของศาลชั้นต้นในกรณีของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

 

ธงคำตอบ

             การจำหน่ายคดีเพราะเหตุโจทก์ทิ้งฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ต้องเป็น

กรณีโจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนดไว้เพื่อการนั้นโดยได้ส่งคำสั่งให้แก่โจทก์โดยชอบแล้ว

และกรณีตามบทบัญญัติดังกล่าว ไม่ได้หมายความว่าเมื่อศาลกำหนดระยะเวลาให้โจทก์ดำเนินคดีในเรื่องใดแล้วโจทก์

เพิกเฉยจะเป็นกรณีทิ้งฟ้องเสมอไป จะต้องพิจารณาเป็นรายกรณีไป

             กรณีตามปัญหา การยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเป็นสิทธิของโจทก์ เพียงแต่ถ้าจำเลยยื่นคำให้การแล้ว ตามมาตรา 175วรรคสอง (1) บัญญัติว่า ห้ามมิให้ศาลอนุญาตโดยมิได้ฟังจำเลยก่อน ดังนั้นการที่โจทก์ไม่ได้ดำเนินการส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องให้จำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้ศาลไม่อาจสอบถามจำเลยที่ 1 ได้นั้น ศาลก็ชอบที่จะยกคำร้องขอถอนฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 เสียได้เท่านั้น จะถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องไม่ได้ คำสั่งจำหน่ายคดีของศาลชั้นต้นโดยอ้างเหตุว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง

ในกรณีของจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

             แต่ในกรณีของจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นจะยกคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ไม่ได้ เพราะมาตรา 175 วรรคหนึ่ง

ได้บัญญัติว่า ถ้าเป็นการถอนฟ้องก่อนจำเลยยื่นคำให้การ โจทก์อาจถอนฟ้องโดยยื่นคำบอกกล่าวเป็นหนังสือต่อศาล

จำเลยที่ 2 ยังมิได้ยื่นคำให้การ ดังนั้นคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นต้องสั่งอนุญาตเพราะเป็น

คนละส่วนกับจำเลยที่ 1 คำสั่งจำหน่ายคดีของศาลชั้นต้นโดยอ้างเหตุว่าโจทก์ทิ้งฟ้องในกรณีของจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบด้วย

กฎหมายเช่นกัน              (คำพิพากษาฎีกาที่ 3443/2545)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ข้อ  4.    โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว ถึงวันนัดสืบพยาน จำเลยมาศาลและแจ้งต่อศาลว่าจำเลยประสงค์จะต่อสู้คดี

ขออนุญาตยื่นคำให้การโดยอ้างว่าไม่ได้จงใจขาดนัด ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า การขาดนัดยื่นคำให้การของจำเลยเป็นไป

โดยจงใจและไม่มีเหตุอันสมควร จึงมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การและดำเนินการสืบพยานโจทก์ต่อไป

             ) ระหว่างการสืบพยานโจทก์ จำเลยนำเอกสารฉบับหนึ่งที่มีข้อความว่า โจทก์ได้ให้อภัยในการกระทำอันเป็นเหตุฟ้องหย่าแล้วให้ตัวโจทก์ซึ่งอ้างตนเองเป็นพยานดูประกอบการถามค้าน โจทก์รับว่าได้ทำเอกสารฉบับนี้จริง จำเลยขออ้าง

ส่งเอกสารฉบับนี้ต่อศาล ดังนี้ ศาลจะรับเอกสารฉบับนี้มาประกอบการวินิจฉัยพยานหลักฐานของโจทก์ได้หรือไม่

             )  ต่อมาหากศาลพิพากษาให้จำเลยแพ้คดี และจำเลยมิได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษานั้น จำเลยจะมีคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้หรือไม่

 

ธงคำตอบ

             )  การที่จำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การมาศาลก่อนศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดีและขออนุญาตยื่นคำให้การตามประมวล

กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 วรรคหนึ่ง นั้น หากศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าการขาดนัดยื่นคำให้การนั้นเป็นไป

โดยจงใจและไม่มีเหตุอันสมควร และมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การแล้ว มาตรา 199 วรรคสอง บัญญัติให้

ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ในกรณีเช่นนี้จำเลยมีสิทธิถามค้านพยานโจทก์ที่อยู่ระหว่างการสืบได้ แต่ไม่มีสิทธินำ

พยานหลักฐานของตนเข้าสืบไม่ว่าพยานบุคคลหรือพยานเอกสาร การที่จำเลยนำเอกสารมาใช้ถามค้านตัวโจทก์ซึ่งอ้างตนเอง

เป็นพยาน และโจทก์รับว่าได้ทำเอกสารฉบับนี้ขึ้นจริง จำเลยย่อมมีสิทธิส่งเอกสารฉบับนี้ต่อศาลได้ เพราะเป็นเอกสาร

ประกอบการถามค้าน หาใช่กรณีที่จำเลยนำพยานหลักฐานของตนเข้าสืบอันเป็นการฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายข้างต้นไม่

ดังนั้น ศาลชั้นต้นจึงรับเอกสารฉบับนี้มาประกอบการวินิจฉัยพยานหลักฐานของโจทก์ได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 1212/2501

และ 9676/2539)

             )  การที่ศาลไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การตามมาตรา 199 วรรคสอง ต่อมาหากศาลมีคำพิพากษาให้จำเลย

แพ้คดีโดยขาดนัดยื่นคำให้การ แม้จำเลยจะมิได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษานั้นก็ตาม จำเลยก็จะมีคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ไม่ได้

เพราะต้องห้ามตามมาตรา 199 ตรี (2) ประกอบมาตรา 199 วรรคสาม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ข้อ  5.    โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ผู้กู้และจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์จำนวน 500,000 บาท

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ในฐานะตัวแทนของนายทอง จึงไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว ขอให้

ยกฟ้อง และยื่นคำร้องขอให้ศาลหมายเรียกนายทองเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ส่วนจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 2 ไปทำธุระ

ที่ต่างจังหวัดกลับมายื่นคำให้การไม่ทัน มิได้จงใจยื่นคำให้การเกินกำหนด ขอให้รับคำให้การที่ยื่นมาพร้อมกับคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 กับมีคำสั่งในคำให้การของจำเลยที่ 2 ด้วยว่า จำเลยที่ 2

ยื่นคำให้การเมื่อพ้นกำหนดเวลาตามกฎหมาย จึงไม่รับคำให้การ จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ต่างยื่นอุทธรณ์คำสั่งของ

ศาลชั้นต้นทันที

             ให้วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นจะรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 หรือไม่

 

ธงคำตอบ

             การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่ความในคดีที่ยื่นคำร้องขอให้เรียกนายทองซึ่งเป็นบุคคลภายนอกให้เข้ามาเป็นคู่ความในคดีคือเป็นจำเลยร่วม คำร้องของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวมิใช่คำคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (5)เพราะมิได้ตั้งประเด็นระหว่างคู่ความ ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่คำสั่งไม่รับหรือคืนคำคู่ความตามมาตรา 18 แต่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามมาตรา 226 (1) ศาลชั้นต้นชอบที่จะไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ไว้พิจารณา (คำพิพากษาฎีกาที่ 3217/2535, 9107/2544)

             จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นรับคำให้การโดยยื่นคำร้องเมื่อพ้นกำหนดเวลาที่จะยื่นคำให้การได้

การที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องจึงมีผลเท่ากับศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การ ซึ่งเมื่อสั่งไม่อนุญาตแล้ว ก็ไม่จำต้องสั่งไม่รับคำให้การอีก คำสั่งของศาลชั้นต้นยังอยู่ในขั้นตอนของคำสั่งไม่อนุญาตให้ยื่นคำให้การ มิใช่คำสั่งไม่รับคำให้การอันจะถือเป็นคำสั่งไม่รับคำคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 จึงเป็นคำสั่งในระหว่างพิจารณาต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวในระหว่างพิจารณาคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (1) ศาลชั้นต้นชอบที่จะไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ไว้พิจารณา (คำพิพากษาฎีกาที่ 2133/2545)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ข้อ  6.    นายกรเป็นโจทก์ฟ้องนายสินเป็นจำเลยขอให้ชำระหนี้เงินกู้จำนวน 300,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น นายกรขอให้อายัดเงินของนายสินที่ฝากไว้ที่ธนาคารจำนวน 200,000 บาท ไว้ชั่วคราว

ก่อนพิพากษา ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งอายัดเงินจำนวนดังกล่าวและได้แจ้งคำสั่งอายัดไปให้ธนาคารทราบแล้ว ต่อมา

นายบุญซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของนายสินอีกคดีหนึ่งซึ่งศาลพิพากษาให้นายสินชำระเงินแก่นายบุญจำนวน 400,000บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย คดีถึงที่สุดแล้ว นายสินไม่ชำระหนี้แก่นายบุญตามคำพิพากษา นายบุญขอให้ศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี เพื่อบังคับคดีตามคำพิพากษาดังกล่าว และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้อายัดเงินฝากของนายสินที่ถูกนายกรอายัดไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษาจำนวน 200,000 บาท นั้น ไปยังธนาคาร นายกรทราบเรื่องจึงยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นโต้แย้งว่า กรณีเป็นการอายัดซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 วรรคหนึ่ง ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการอายัดที่เจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีของนายบุญเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้อายัดไว้ดังกล่าว

             ให้วินิจฉัยว่า ข้อโต้แย้งตามคำร้องของนายกรฟังขึ้นหรือไม่       

 

ธงคำตอบ

             กรณีที่ต้องห้ามมิให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 วรรคหนึ่งนั้น ต้องเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำการบังคับคดีโดยยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้แทน

เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อบังคับตามคำพิพากษา แต่กรณียึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษาเป็น

วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (1) มิใช่เป็นกรณีที่เจ้าพนักงาน

บังคับคดีได้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้แทนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อบังคับตามคำพิพากษา

เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีอื่นจึงมีสิทธิที่จะยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อบังคับตามคำพิพากษาในคดีของตนได้ กรณีไม่ต้องห้ามมิให้ยึดหรืออายัดซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา

ความแพ่ง มาตรา 290 วรรคหนึ่ง

             การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดเงินของนายสินที่ฝากธนาคารไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษาในคดีที่นายกรเป็นโจทก์ฟ้อง

นายสินนั้น นายบุญเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของนายสินลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีอื่นย่อมมีสิทธิที่จะอายัดเงินของนายสิน

ดังกล่าวเพื่อบังคับตามคำพิพากษาในคดีของตนได้ กรณีไม่ต้องห้ามมิให้อายัดซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 290 วรรคหนึ่ง ข้อโต้แย้งของนายกรฟังไม่ขึ้น (คำพิพากษาฎีกาที่ 310/2518, 283/2527, 6093/2534 และ

952/2541)                          

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ข้อ  7.    นายใจขายที่ดินของตนให้แก่นายหวานโดยตกลงผ่อนชำระราคากันเป็นงวด หากนายหวานชำระเงินงวดสุดท้าย

แล้ว นายใจจะไปโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้ ต่อมานายสุขเจ้าหนี้ฟ้องขอให้นายใจชำระหนี้ ศาลพิพากษาคดีถึงที่สุดให้นายใจ

ชำระหนี้ตามฟ้อง นายสุขจึงนำยึดที่ดินของนายใจแปลงดังกล่าว หลังจากนั้น 1 เดือน นายหวานชำระค่าที่ดินงวดสุดท้าย

ตามกำหนดแล้ว ได้ทราบว่าที่ดินแปลงที่ซื้อขายถูกยึด นายหวานจึงยื่นคำร้องต่อศาลในคดีดังกล่าว ขอให้เพิกถอนการยึด

โดยอ้างว่าการยึดทรัพย์ของนายสุขเป็นการกระทบกระเทือนสิทธิของนายหวาน

             ให้วินิจฉัยว่า ศาลจะสั่งคำร้องของนายหวานอย่างไร 

 

ธงคำตอบ

             ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 วางหลักไว้ว่า การบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตาม

คำพิพากษานั้น ย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงบุริมสิทธิหรือสิทธิอื่น ซึ่งบุคคลภายนอกอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้น

ได้ตามกฎหมาย คำว่าสิทธิอื่น ต้องเป็นสิทธิที่เทียบเคียงได้กับบุริมสิทธิ

             กรณีของนายหวานแม้จะได้ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินแปลงพิพาทกับนายใจลูกหนี้ตามคำพิพากษา ก่อนที่

นายสุขเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะนำยึดที่ดินแปลงดังกล่าวและได้ชำระราคาครบถ้วนแล้วก็ตาม แต่สิทธิของนายหวานเป็น

เพียงบุคคลสิทธิที่จะบังคับให้นายใจลูกหนี้ตามคำพิพากษาจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่นายหวานตามสัญญาดังกล่าว

เท่านั้น มิใช่บุริมสิทธิหรือสิทธิอื่น  ที่เทียบได้กับบุริมสิทธิ ทั้งขณะยึดที่ดินแปลงพิพาทยังเป็นกรรมสิทธิ์ของนายใจลูกหนี้

ตามคำพิพากษาอยู่ นายหวานจึงไม่อาจขอให้เพิกถอนการยึดที่ดินแปลงพิพาทได้ ศาลต้องสั่งยกคำร้องของนายหวาน

(เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 2930/2530)       

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ข้อ  8.    นายแดงทำสัญญาเช่าซื้อที่ดินจากนายโชค นายแดงชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้ว แต่นายโชคยังมิได้จดทะเบียน

โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้ ต่อมาศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของนายโชคเด็ดขาด นายแดงยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

ขอให้โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามสัญญาเช่าซื้อให้แก่ตน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งปฏิเสธไม่ยอมรับสิทธิ

ตามสัญญาเช่าซื้อดังกล่าว เนื่องจากมีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้ หลังจากทราบคำสั่งแล้ว 10 วัน นายแดงจึงยื่น

คำร้องคัดค้านคำสั่งดังกล่าวของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต่อศาล เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำคัดค้านว่านายแดงไม่มีสิทธิ

ยื่นคำร้องคัดค้านดังกล่าว เนื่องจากอำนาจในการจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ตกเป็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่เพียง

ผู้เดียว และบทบัญญัติเกี่ยวกับการไม่ยอมรับทรัพย์สินหรือสิทธิตามสัญญาก็ไม่ได้เปิดโอกาสให้นายแดงยื่นคำร้องคัดค้าน

ดังกล่าวได้ทั้งสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อที่ลูกหนี้มีต่อนายแดงนั้นมีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้ ขอให้ยกคำร้อง

             ให้วินิจฉัยว่า คำคัดค้านของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฟังขึ้นหรือไม่    

 

ธงคำตอบ

             การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์วินิจฉัยว่าสัญญาเช่าซื้อที่ดินที่นายโชคลูกหนี้ทำไว้ต่อนายแดงมีภาระเกินควรกว่า

ประโยชน์ที่จะพึงได้ และปฏิเสธไม่ยอมรับสิทธิตามสัญญาตามพระราชบัญญัติล้มละลาย .. 2483 มาตรา 122 นั้น

เมื่อนายแดงซึ่งเป็นคู่สัญญาเห็นว่าคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ถูกต้องทำให้ตนได้รับความเสียหาย นายแดงชอบ

ที่จะยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลภายในกำหนดเวลา 14 วัน นับแต่วันที่ได้ทราบการกระทำหรือคำวินิจฉัยนั้นเพื่อให้

ศาลมีคำสั่งยืนตาม กลับ แก้ไขหรือสั่งประการใดตามที่เห็นสมควรได้ตามมาตรา 146 (คำพิพากษาฎีกาที่ 1187/2506)

             การที่นายแดงชำระค่าเช่าซื้อที่ดินครบถ้วนแล้ว นายโชคลูกหนี้ย่อมไม่มีสิทธิอันใดที่จะได้รับจากนายแดงอีก ลูกหนี้คงมีแต่หน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญาเช่าซื้อ คือ โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่นายแดง นายแดงจึงเป็นฝ่ายที่มีสิทธิอันจะพึงได้รับตามสัญญา หาใช่เป็นสิทธิตามสัญญาที่ลูกหนี้จะพึงได้รับมาไม่ กรณีจึงไม่อยู่ในอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะพิจารณาเพื่อปฏิเสธสิทธิตามสัญญาตามพระราชบัญญัติล้มละลาย .. 2483 มาตรา 122 ได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 627 ถึง645/2542)

             คำคัดค้านของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทั้งสองประการฟังไม่ขึ้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ข้อ  9.    คดีฟื้นฟูกิจการเรื่องหนึ่ง ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัทลูกหนี้ ต่อมาผู้ทำแผนเสนอแผน

ฟื้นฟูกิจการ โดยจัดกลุ่มเจ้าหนี้ 3 กลุ่มคือ 1. เจ้าหนี้มีประกันได้แก่ ธนาคารรวมไทย จำกัด รายเดียว  2. เจ้าหนี้ไม่มีประกันประเภทสถาบันการเงินได้แก่ ธนาคารทรัพย์สยาม จำกัด  และ 3. เจ้าหนี้ไม่มีประกันที่มิใช่สถาบันการเงิน ทั้งในแผนเสนอชำระหนี้ให้ธนาคารรวมไทย จำกัด ด้วยเงื่อนไขที่ดีกว่าธนาคารทรัพย์สยาม จำกัด  ที่ประชุมเจ้าหนี้ลงมติพิเศษยอมรับแผนและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานมติของที่ประชุมเจ้าหนี้ต่อศาล ธนาคารทรัพย์สยาม จำกัด ยื่นคำร้องต่อศาล คัดค้านแผนดังกล่าวว่าเป็นแผนที่ไม่ชอบ เพราะธนาคารทรัพย์สยาม จำกัด เป็นเจ้าหนี้ประเภทสถาบันการเงินเช่นเดียวกับธนาคารรวมไทย จำกัด จึงควรอยู่ในกลุ่มเดียวกัน นอกจากนี้แผนยังเสนอชำระหนี้ให้ธนาคารรวมไทย จำกัด ด้วยเงื่อนไขที่ดีกว่าธนาคารทรัพย์สยาม จำกัด จึงถือว่าเป็นการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมกัน

             ให้วินิจฉัยว่า  คำคัดค้านของธนาคารทรัพย์สยาม จำกัด ฟังขึ้นหรือไม่ และศาลล้มละลายกลางจะมีคำสั่งอย่างไร  

 

ธงคำตอบ

             การจัดกลุ่มเจ้าหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย .. 2483 มาตรา 90/42 ทวิ นั้น แผนฟื้นฟูกิจการจะต้องจัดให้เจ้าหนี้มีประกันอยู่ในกลุ่มเจ้าหนี้ตามมาตรา 90/42 ทวิ วรรคหนึ่ง (1) หรือ (2) ส่วนเจ้าหนี้ไม่มีประกันจะต้องจัดอยู่ในกลุ่มเจ้าหนี้ตามมาตรา 90/42 ทวิ วรรคหนึ่ง (3) เช่นนี้ การที่แผนจัดให้ธนาคารรวมไทย จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีประกันอยู่คนละกลุ่มกับธนาคารทรัพย์สยาม จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ไม่มีประกัน จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

             ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย .. 2483  มาตรา 90/42 ตรี บัญญัติให้สิทธิของเจ้าหนี้ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน ต้องได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกัน ดังนั้น การที่จะพิจารณาว่าเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้อย่างเท่าเทียมกันตามบทบัญญัติดังกล่าวหรือไม่ จึงต้องพิจารณาเฉพาะบรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลายที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันเท่านั้น การที่แผนจัดให้ธนาคารรวมไทย จำกัด  และธนาคารทรัพย์สยาม จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ที่อยู่ต่างกลุ่มกันได้รับการชำระหนี้ต่างกัน จึงสามารถกระทำได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว             คำคัดค้านของธนาคารทรัพย์สยาม จำกัด ทั้งสองประการฟังไม่ขึ้น ศาลล้มละลายกลางจึงต้องมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนตามพระราชบัญญัติล้มละลาย .. 2483 มาตรา 90/58 (คำพิพากษาฎีกาที่ 3318/2545)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ข้อ  10.   ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงลำปางย้ายไปรับราชการที่ศาลอื่น ส่วนนายนิติผู้พิพากษาศาลแขวงลำปางซึ่งมีอาวุโส

สูงสุดลาราชการ ในช่วงระยะเวลาดังกล่าวนายเยาว์ผู้พิพากษาประจำศาลที่อยู่ปฏิบัติราชการในศาลเพียงคนเดียว ได้ไต่สวน

มูลฟ้องในคดีอาญาเรื่องหนึ่งแล้วมีคำสั่งว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง และต่อมานายเยาว์มีคำสั่งจ่ายสำนวนคดีนี้ให้แก่ตนเอง

เป็นเจ้าของสำนวน

             ให้วินิจฉัยว่า การไต่สวนมูลฟ้องและการสั่งจ่ายสำนวนของนายเยาว์ดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่   

 

ธงคำตอบ

             การพิจารณาคดีในศาลแขวง ผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งในคดีอาญา ตาม

พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (3) แต่ผู้พิพากษาประจำศาลหามีอำนาจดังกล่าวด้วยไม่

ตามมาตรา 25 วรรคสอง การที่นายเยาว์ผู้พิพากษาประจำศาลในศาลแขวงลำปางไต่สวนมูลฟ้องคดีอาญา แล้วมีคำสั่งว่า

คดีมีมูลให้ประทับฟ้อง จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

             ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 9 เมื่อตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงว่างลง ให้ผู้พิพากษาที่มี

อาวุโสสูงสุดในศาลนั้นเป็นผู้ทำการแทน ถ้าผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลนั้นไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้พิพากษา

ที่มีอาวุโสถัดลงมาตามลำดับในศาลนั้นเป็นผู้ทำการแทน แต่ผู้พิพากษาประจำศาลจะเป็นผู้ทำการแทนในตำแหน่งดังกล่าว

ไม่ได้ ดังนั้น การที่นายเยาว์ผู้พิพากษาประจำศาลในศาลแขวงลำปางได้ทำการแทนผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงลำปาง

จ่ายสำนวนคดีให้แก่ตนเองเป็นเจ้าของสำนวน จึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว