|
|
ข้อ 1. โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลชั้นต้น
รับอุทธรณ์โดยอนุญาตให้โจทก์ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์
จำเลยแก้อุทธรณ์
ก่อนส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์
โจทก์ตาย
อีก 7 วันต่อมานายรวยบุตรของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์
ศาลชั้นต้นสอบถามจำเลยแล้ว
จำเลยรับว่าโจทก์ถึงแก่ความตายแล้วและนายรวยเป็นทายาทจริง
ข้อเท็จจริงฟังได้ว่านายรวยมีทรัพย์สินพอที่จะเสีย
ค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ได้
ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้นายรวยเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่โจทก์และสั่งให้นายรวย
เสียค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์
ให้วินิจฉัยว่า
คำสั่งของศาลชั้นต้นทั้งสองประการดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์แล้ว
แม้ยังไม่ส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์
ก็ถือว่าคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์เป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ที่จะพิจารณาสั่ง
ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่งคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน
ดังนั้น
การที่ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้นายรวยเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ผู้มรณะจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาตรา 42 วรรคหนึ่ง
(เทียบคำพิพากษาฎีกาที่
5474/2536, คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่
426/2517)
การเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะก็เพื่อให้มีคู่ความครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนดไว้
ผู้ที่เข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ไม่ได้เข้ามาในฐานะส่วนตัว
คงมีสถานะเหมือนกับคู่ความที่มรณะนั่นเอง
ดังนั้น
การที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดี
อย่างคนอนาถาแล้วตายลง
แม้ผู้ที่เข้าเป็นคู่ความแทนที่จะมีทรัพย์สินพอที่จะเสียค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์
ก็มีสิทธิ
ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาต่อไปได้
การที่ศาลชั้นต้นสั่งให้นายรวยเสียค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์จึงไม่ชอบเช่นกัน
(เทียบคำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่
60/2503 (ประชุมใหญ่))
ข้อ 2. จำเลยที่
1 เป็นลูกจ้างขับรถยนต์ในทางการที่จ้างของจำเลยที่
2 ซึ่งเอาประกันภัยไว้กับจำเลยที่
3 ด้วยความ
ประมาทรถยนต์พลิกคว่ำที่บริเวณสวนจตุจักร
ทำให้โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ที่โดยสารภายในรถได้รับบาดเจ็บสาหัส
โจทก์ที่
1 หน้าเสียโฉมอย่างติดตัว
โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่
2 จึงได้ฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาลแพ่ง
โดยโจทก์ที่ 1
เรียกค่าเสียหาย
800,000 บาท โจทก์ที่ 2 เรียกค่าเสียหาย
300,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องจนกว่า
จะชำระเสร็จ
จำเลยที่ 1 และที่
2 ขาดนัดยื่นคำให้การ
จำเลยที่ 3 ซึ่งให้การปฏิเสธ
ยื่นคำร้องขอให้ศาลแพ่งชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นว่า
โจทก์ที่ 2 ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่
3 ต่อศาลแพ่ง
เพราะความเสียหายของโจทก์ที่
2 แยกต่างหากจากความเสียหายของโจทก์ที่
1 และจำนวนค่าเสียหายของโจทก์ที่
2 อยู่ในอำนาจของศาลแขวงพระนครเหนือ
ให้วินิจฉัยว่า
คำร้องของจำเลยที่
3 ตามที่กล่าวฟังได้หรือไม่
เพียงใด
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาตรา 59 บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป
อาจเป็นคู่ความในคดีเดียวกันได้
โดยเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วม
ถ้าหากปรากฏว่าบุคคลเหล่านั้น
มีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี
ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ให้สิทธิบุคคลที่จะฟ้องคดีร่วมกันได้
และเป็นความมุ่งหมายของกฎหมายในมาตรา
59 ที่จะให้มูลความแห่งคดีที่เกี่ยวข้องกันควรได้รับการพิจารณาจากศาลเดียวกัน
ดังนั้น
แม้ค่าเสียหายของโจทก์ทั้งสองจะแยกจากกันได้
และค่าเสียหายในส่วนของโจทก์ที่
2 มีทุนทรัพย์ไม่เกิน
300,000 บาท ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงพระนครเหนือก็ตาม
แต่มูลหนี้หรือสิทธิเรียกร้องในค่าเสียหายของโจทก์ทั้งสอง
เกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่
1 ในคราวเดียวกัน
โจทก์ทั้งสองย่อมมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี
จึงฟ้องคดีร่วมกันได้
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาตรา
59 ศาลแพ่งย่อมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีโจทก์ที่
2 ได้ คำร้องของจำเลยที่ 3 จึงฟังไม่ได้ (คำพิพากษาฎีกาที่
7471/2541)
ข้อ 3. โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่
1 และจำเลยที่ 2 ร่วมกันรับผิดชำระเงินกู้จำนวน 6,000,000 บาท
จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้คดีแล้ว
ส่วนจำเลยที่ 2 ยังอยู่ในระหว่างส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง
ต่อมาโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลย
ทั้งสองโดยอ้างเหตุว่า
จำเลยที่ 2 ซึ่งต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่
1 ได้ตกลงชำระหนี้ให้แก่โจทก์แล้ว
ศาลชั้นต้นสั่งคำร้องขอ
ถอนฟ้องของโจทก์ว่า
ให้โจทก์ส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องแก่ทนายจำเลยที่
1 ภายใน 5 วัน
ไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิด
มิฉะนั้นถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง
เมื่อถึงวันนัดปรากฏว่าโจทก์ยังมิได้ดำเนินการส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องให้ทนายจำเลยที่
1
ศาลชั้นต้นจึงสั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง
ให้ยกคำร้องขอถอนฟ้องและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ
ให้วินิจฉัยว่า คำสั่งจำหน่ายคดีของศาลชั้นต้นในกรณีของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
ธงคำตอบ
การจำหน่ายคดีเพราะเหตุโจทก์ทิ้งฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ต้องเป็น
กรณีโจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนดไว้เพื่อการนั้นโดยได้ส่งคำสั่งให้แก่โจทก์โดยชอบแล้ว
และกรณีตามบทบัญญัติดังกล่าว ไม่ได้หมายความว่าเมื่อศาลกำหนดระยะเวลาให้โจทก์ดำเนินคดีในเรื่องใดแล้วโจทก์
เพิกเฉยจะเป็นกรณีทิ้งฟ้องเสมอไป จะต้องพิจารณาเป็นรายกรณีไป
กรณีตามปัญหา การยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเป็นสิทธิของโจทก์ เพียงแต่ถ้าจำเลยยื่นคำให้การแล้ว ตามมาตรา 175วรรคสอง (1) บัญญัติว่า ห้ามมิให้ศาลอนุญาตโดยมิได้ฟังจำเลยก่อน ดังนั้นการที่โจทก์ไม่ได้ดำเนินการส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องให้จำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้ศาลไม่อาจสอบถามจำเลยที่ 1 ได้นั้น ศาลก็ชอบที่จะยกคำร้องขอถอนฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 เสียได้เท่านั้น จะถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องไม่ได้ คำสั่งจำหน่ายคดีของศาลชั้นต้นโดยอ้างเหตุว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง
ในกรณีของจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย
แต่ในกรณีของจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นจะยกคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ไม่ได้ เพราะมาตรา 175 วรรคหนึ่ง
ได้บัญญัติว่า ถ้าเป็นการถอนฟ้องก่อนจำเลยยื่นคำให้การ โจทก์อาจถอนฟ้องโดยยื่นคำบอกกล่าวเป็นหนังสือต่อศาล
จำเลยที่ 2 ยังมิได้ยื่นคำให้การ ดังนั้นคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นต้องสั่งอนุญาตเพราะเป็น
คนละส่วนกับจำเลยที่ 1 คำสั่งจำหน่ายคดีของศาลชั้นต้นโดยอ้างเหตุว่าโจทก์ทิ้งฟ้องในกรณีของจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบด้วย
กฎหมายเช่นกัน
(คำพิพากษาฎีกาที่ 3443/2545)
ข้อ 4. โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน
จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ
ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว
ถึงวันนัดสืบพยาน
จำเลยมาศาลและแจ้งต่อศาลว่าจำเลยประสงค์จะต่อสู้คดี
ขออนุญาตยื่นคำให้การโดยอ้างว่าไม่ได้จงใจขาดนัด
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า
การขาดนัดยื่นคำให้การของจำเลยเป็นไป
โดยจงใจและไม่มีเหตุอันสมควร
จึงมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การและดำเนินการสืบพยานโจทก์ต่อไป
ก) ระหว่างการสืบพยานโจทก์
จำเลยนำเอกสารฉบับหนึ่งที่มีข้อความว่า
โจทก์ได้ให้อภัยในการกระทำอันเป็นเหตุฟ้องหย่าแล้วให้ตัวโจทก์ซึ่งอ้างตนเองเป็นพยานดูประกอบการถามค้าน
โจทก์รับว่าได้ทำเอกสารฉบับนี้จริง
จำเลยขออ้าง
ส่งเอกสารฉบับนี้ต่อศาล
ดังนี้ ศาลจะรับเอกสารฉบับนี้มาประกอบการวินิจฉัยพยานหลักฐานของโจทก์ได้หรือไม่
ข) ต่อมาหากศาลพิพากษาให้จำเลยแพ้คดี และจำเลยมิได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษานั้น จำเลยจะมีคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้หรือไม่
ธงคำตอบ
ก) การที่จำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การมาศาลก่อนศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดีและขออนุญาตยื่นคำให้การตามประมวล
กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาตรา 199 วรรคหนึ่ง
นั้น หากศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าการขาดนัดยื่นคำให้การนั้นเป็นไป
โดยจงใจและไม่มีเหตุอันสมควร
และมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การแล้ว
มาตรา 199 วรรคสอง
บัญญัติให้
ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป
ในกรณีเช่นนี้จำเลยมีสิทธิถามค้านพยานโจทก์ที่อยู่ระหว่างการสืบได้
แต่ไม่มีสิทธินำ
พยานหลักฐานของตนเข้าสืบไม่ว่าพยานบุคคลหรือพยานเอกสาร
การที่จำเลยนำเอกสารมาใช้ถามค้านตัวโจทก์ซึ่งอ้างตนเอง
เป็นพยาน
และโจทก์รับว่าได้ทำเอกสารฉบับนี้ขึ้นจริง
จำเลยย่อมมีสิทธิส่งเอกสารฉบับนี้ต่อศาลได้
เพราะเป็นเอกสาร
ประกอบการถามค้าน
หาใช่กรณีที่จำเลยนำพยานหลักฐานของตนเข้าสืบอันเป็นการฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายข้างต้นไม่
ดังนั้น
ศาลชั้นต้นจึงรับเอกสารฉบับนี้มาประกอบการวินิจฉัยพยานหลักฐานของโจทก์ได้
(คำพิพากษาฎีกาที่
1212/2501
และ
9676/2539)
ข) การที่ศาลไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การตามมาตรา
199 วรรคสอง
ต่อมาหากศาลมีคำพิพากษาให้จำเลย
แพ้คดีโดยขาดนัดยื่นคำให้การ
แม้จำเลยจะมิได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษานั้นก็ตาม
จำเลยก็จะมีคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ไม่ได้
เพราะต้องห้ามตามมาตรา
199 ตรี (2) ประกอบมาตรา
199 วรรคสาม
ข้อ 5. โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่
1 ผู้กู้และจำเลยที่
2 ผู้ค้ำประกันร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์จำนวน
500,000 บาท
จำเลยที่
1 ให้การว่า
จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ในฐานะตัวแทนของนายทอง
จึงไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว
ขอให้
ยกฟ้อง
และยื่นคำร้องขอให้ศาลหมายเรียกนายทองเข้ามาเป็นจำเลยร่วม
ส่วนจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่
2 ไปทำธุระ
ที่ต่างจังหวัดกลับมายื่นคำให้การไม่ทัน
มิได้จงใจยื่นคำให้การเกินกำหนด
ขอให้รับคำให้การที่ยื่นมาพร้อมกับคำร้อง
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่
1 และจำเลยที่ 2 กับมีคำสั่งในคำให้การของจำเลยที่ 2 ด้วยว่า จำเลยที่
2
ยื่นคำให้การเมื่อพ้นกำหนดเวลาตามกฎหมาย
จึงไม่รับคำให้การ
จำเลยที่ 1 และจำเลยที่
2 ต่างยื่นอุทธรณ์คำสั่งของ
ศาลชั้นต้นทันที
ให้วินิจฉัยว่า
ศาลชั้นต้นจะรับอุทธรณ์ของจำเลยที่
1 และจำเลยที่ 2 หรือไม่
ธงคำตอบ
การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่ความในคดีที่ยื่นคำร้องขอให้เรียกนายทองซึ่งเป็นบุคคลภายนอกให้เข้ามาเป็นคู่ความในคดีคือเป็นจำเลยร่วม
คำร้องของจำเลยที่
1 ดังกล่าวมิใช่คำคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาตรา 1 (5)เพราะมิได้ตั้งประเด็นระหว่างคู่ความ ดังนั้น
เมื่อศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องของจำเลยที่
1 จึงไม่ใช่คำสั่งไม่รับหรือคืนคำคู่ความตามมาตรา
18 แต่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามมาตรา
226 (1) ศาลชั้นต้นชอบที่จะไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่
1 ไว้พิจารณา (คำพิพากษาฎีกาที่ 3217/2535, 9107/2544)
จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นรับคำให้การโดยยื่นคำร้องเมื่อพ้นกำหนดเวลาที่จะยื่นคำให้การได้
การที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องจึงมีผลเท่ากับศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยที่
2 ยื่นคำให้การ ซึ่งเมื่อสั่งไม่อนุญาตแล้ว ก็ไม่จำต้องสั่งไม่รับคำให้การอีก
คำสั่งของศาลชั้นต้นยังอยู่ในขั้นตอนของคำสั่งไม่อนุญาตให้ยื่นคำให้การ มิใช่คำสั่งไม่รับคำให้การอันจะถือเป็นคำสั่งไม่รับคำคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาตรา 18 จึงเป็นคำสั่งในระหว่างพิจารณาต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวในระหว่างพิจารณาคดี
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (1) ศาลชั้นต้นชอบที่จะไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ไว้พิจารณา (คำพิพากษาฎีกาที่ 2133/2545)
ข้อ 6. นายกรเป็นโจทก์ฟ้องนายสินเป็นจำเลยขอให้ชำระหนี้เงินกู้จำนวน
300,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น
นายกรขอให้อายัดเงินของนายสินที่ฝากไว้ที่ธนาคารจำนวน
200,000 บาท ไว้ชั่วคราว
ก่อนพิพากษา
ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว
มีคำสั่งอายัดเงินจำนวนดังกล่าวและได้แจ้งคำสั่งอายัดไปให้ธนาคารทราบแล้ว
ต่อมา
นายบุญซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของนายสินอีกคดีหนึ่งซึ่งศาลพิพากษาให้นายสินชำระเงินแก่นายบุญจำนวน
400,000บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย คดีถึงที่สุดแล้ว
นายสินไม่ชำระหนี้แก่นายบุญตามคำพิพากษา
นายบุญขอให้ศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี
เพื่อบังคับคดีตามคำพิพากษาดังกล่าว
และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้อายัดเงินฝากของนายสินที่ถูกนายกรอายัดไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษาจำนวน
200,000 บาท นั้น ไปยังธนาคาร
นายกรทราบเรื่องจึงยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นโต้แย้งว่า
กรณีเป็นการอายัดซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาตรา 290 วรรคหนึ่ง
ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการอายัดที่เจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีของนายบุญเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้อายัดไว้ดังกล่าว
ให้วินิจฉัยว่า
ข้อโต้แย้งตามคำร้องของนายกรฟังขึ้นหรือไม่
ธงคำตอบ
กรณีที่ต้องห้ามมิให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาตรา 290 วรรคหนึ่งนั้น
ต้องเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำการบังคับคดีโดยยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้แทน
เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อบังคับตามคำพิพากษา
แต่กรณียึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษาเป็น
วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาตรา 254 (1) มิใช่เป็นกรณีที่เจ้าพนักงาน
บังคับคดีได้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้แทนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อบังคับตามคำพิพากษา
เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีอื่นจึงมีสิทธิที่จะยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อบังคับตามคำพิพากษาในคดีของตนได้
กรณีไม่ต้องห้ามมิให้ยึดหรืออายัดซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความแพ่ง
มาตรา 290 วรรคหนึ่ง
การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดเงินของนายสินที่ฝากธนาคารไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษาในคดีที่นายกรเป็นโจทก์ฟ้อง
นายสินนั้น
นายบุญเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของนายสินลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีอื่นย่อมมีสิทธิที่จะอายัดเงินของนายสิน
ดังกล่าวเพื่อบังคับตามคำพิพากษาในคดีของตนได้
กรณีไม่ต้องห้ามมิให้อายัดซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาตรา
290 วรรคหนึ่ง
ข้อโต้แย้งของนายกรฟังไม่ขึ้น
(คำพิพากษาฎีกาที่
310/2518, 283/2527, 6093/2534 และ
952/2541)
ข้อ 7. นายใจขายที่ดินของตนให้แก่นายหวานโดยตกลงผ่อนชำระราคากันเป็นงวด
หากนายหวานชำระเงินงวดสุดท้าย
แล้ว
นายใจจะไปโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้
ต่อมานายสุขเจ้าหนี้ฟ้องขอให้นายใจชำระหนี้
ศาลพิพากษาคดีถึงที่สุดให้นายใจ
ชำระหนี้ตามฟ้อง
นายสุขจึงนำยึดที่ดินของนายใจแปลงดังกล่าว
หลังจากนั้น 1 เดือน นายหวานชำระค่าที่ดินงวดสุดท้าย
ตามกำหนดแล้ว
ได้ทราบว่าที่ดินแปลงที่ซื้อขายถูกยึด
นายหวานจึงยื่นคำร้องต่อศาลในคดีดังกล่าว
ขอให้เพิกถอนการยึด
โดยอ้างว่าการยึดทรัพย์ของนายสุขเป็นการกระทบกระเทือนสิทธิของนายหวาน
ให้วินิจฉัยว่า
ศาลจะสั่งคำร้องของนายหวานอย่างไร
ธงคำตอบ
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาตรา 287 วางหลักไว้ว่า
การบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตาม
คำพิพากษานั้น
ย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงบุริมสิทธิหรือสิทธิอื่น
ๆ ซึ่งบุคคลภายนอกอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้น
ได้ตามกฎหมาย
คำว่าสิทธิอื่น
ๆ ต้องเป็นสิทธิที่เทียบเคียงได้กับบุริมสิทธิ
กรณีของนายหวานแม้จะได้ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินแปลงพิพาทกับนายใจลูกหนี้ตามคำพิพากษา
ก่อนที่
นายสุขเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะนำยึดที่ดินแปลงดังกล่าวและได้ชำระราคาครบถ้วนแล้วก็ตาม
แต่สิทธิของนายหวานเป็น
เพียงบุคคลสิทธิที่จะบังคับให้นายใจลูกหนี้ตามคำพิพากษาจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่นายหวานตามสัญญาดังกล่าว
เท่านั้น
มิใช่บุริมสิทธิหรือสิทธิอื่น ๆ
ที่เทียบได้กับบุริมสิทธิ
ทั้งขณะยึดที่ดินแปลงพิพาทยังเป็นกรรมสิทธิ์ของนายใจลูกหนี้
ตามคำพิพากษาอยู่
นายหวานจึงไม่อาจขอให้เพิกถอนการยึดที่ดินแปลงพิพาทได้
ศาลต้องสั่งยกคำร้องของนายหวาน
(เทียบคำพิพากษาฎีกาที่
2930/2530)
ข้อ 8. นายแดงทำสัญญาเช่าซื้อที่ดินจากนายโชค
นายแดงชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้ว
แต่นายโชคยังมิได้จดทะเบียน
โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้
ต่อมาศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของนายโชคเด็ดขาด
นายแดงยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
ขอให้โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามสัญญาเช่าซื้อให้แก่ตน
เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งปฏิเสธไม่ยอมรับสิทธิ
ตามสัญญาเช่าซื้อดังกล่าว
เนื่องจากมีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้
หลังจากทราบคำสั่งแล้ว
10 วัน นายแดงจึงยื่น
คำร้องคัดค้านคำสั่งดังกล่าวของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต่อศาล
เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำคัดค้านว่านายแดงไม่มีสิทธิ
ยื่นคำร้องคัดค้านดังกล่าว
เนื่องจากอำนาจในการจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ตกเป็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่เพียง
ผู้เดียว
และบทบัญญัติเกี่ยวกับการไม่ยอมรับทรัพย์สินหรือสิทธิตามสัญญาก็ไม่ได้เปิดโอกาสให้นายแดงยื่นคำร้องคัดค้าน
ดังกล่าวได้ทั้งสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อที่ลูกหนี้มีต่อนายแดงนั้นมีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้
ขอให้ยกคำร้อง
ให้วินิจฉัยว่า
คำคัดค้านของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฟังขึ้นหรือไม่
ธงคำตอบ
การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์วินิจฉัยว่าสัญญาเช่าซื้อที่ดินที่นายโชคลูกหนี้ทำไว้ต่อนายแดงมีภาระเกินควรกว่า
ประโยชน์ที่จะพึงได้
และปฏิเสธไม่ยอมรับสิทธิตามสัญญาตามพระราชบัญญัติล้มละลาย
พ.ศ.
2483 มาตรา 122 นั้น
เมื่อนายแดงซึ่งเป็นคู่สัญญาเห็นว่าคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ถูกต้องทำให้ตนได้รับความเสียหาย
นายแดงชอบ
ที่จะยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลภายในกำหนดเวลา
14 วัน นับแต่วันที่ได้ทราบการกระทำหรือคำวินิจฉัยนั้นเพื่อให้
ศาลมีคำสั่งยืนตาม
กลับ แก้ไขหรือสั่งประการใดตามที่เห็นสมควรได้ตามมาตรา
146 (คำพิพากษาฎีกาที่
1187/2506)
การที่นายแดงชำระค่าเช่าซื้อที่ดินครบถ้วนแล้ว
นายโชคลูกหนี้ย่อมไม่มีสิทธิอันใดที่จะได้รับจากนายแดงอีก
ลูกหนี้คงมีแต่หน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญาเช่าซื้อ
คือ โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่นายแดง
นายแดงจึงเป็นฝ่ายที่มีสิทธิอันจะพึงได้รับตามสัญญา
หาใช่เป็นสิทธิตามสัญญาที่ลูกหนี้จะพึงได้รับมาไม่
กรณีจึงไม่อยู่ในอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะพิจารณาเพื่อปฏิเสธสิทธิตามสัญญาตามพระราชบัญญัติล้มละลาย
พ.ศ.
2483 มาตรา 122 ได้
(คำพิพากษาฎีกาที่
627 ถึง645/2542)
คำคัดค้านของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทั้งสองประการฟังไม่ขึ้น
ข้อ 9. คดีฟื้นฟูกิจการเรื่องหนึ่ง
ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัทลูกหนี้
ต่อมาผู้ทำแผนเสนอแผน
ฟื้นฟูกิจการ
โดยจัดกลุ่มเจ้าหนี้
3 กลุ่มคือ
1. เจ้าหนี้มีประกันได้แก่
ธนาคารรวมไทย
จำกัด รายเดียว
2. เจ้าหนี้ไม่มีประกันประเภทสถาบันการเงินได้แก่
ธนาคารทรัพย์สยาม
จำกัด และ
3. เจ้าหนี้ไม่มีประกันที่มิใช่สถาบันการเงิน
ทั้งในแผนเสนอชำระหนี้ให้ธนาคารรวมไทย
จำกัด ด้วยเงื่อนไขที่ดีกว่าธนาคารทรัพย์สยาม
จำกัด ที่ประชุมเจ้าหนี้ลงมติพิเศษยอมรับแผนและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานมติของที่ประชุมเจ้าหนี้ต่อศาล
ธนาคารทรัพย์สยาม
จำกัด ยื่นคำร้องต่อศาล คัดค้านแผนดังกล่าวว่าเป็นแผนที่ไม่ชอบ
เพราะธนาคารทรัพย์สยาม
จำกัด เป็นเจ้าหนี้ประเภทสถาบันการเงินเช่นเดียวกับธนาคารรวมไทย
จำกัด จึงควรอยู่ในกลุ่มเดียวกัน นอกจากนี้แผนยังเสนอชำระหนี้ให้ธนาคารรวมไทย
จำกัด ด้วยเงื่อนไขที่ดีกว่าธนาคารทรัพย์สยาม
จำกัด จึงถือว่าเป็นการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมกัน
ให้วินิจฉัยว่า คำคัดค้านของธนาคารทรัพย์สยาม
จำกัด ฟังขึ้นหรือไม่ และศาลล้มละลายกลางจะมีคำสั่งอย่างไร
ธงคำตอบ
การจัดกลุ่มเจ้าหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย
พ.ศ.
2483 มาตรา 90/42 ทวิ
นั้น แผนฟื้นฟูกิจการจะต้องจัดให้เจ้าหนี้มีประกันอยู่ในกลุ่มเจ้าหนี้ตามมาตรา
90/42 ทวิ วรรคหนึ่ง (1) หรือ
(2) ส่วนเจ้าหนี้ไม่มีประกันจะต้องจัดอยู่ในกลุ่มเจ้าหนี้ตามมาตรา
90/42 ทวิ วรรคหนึ่ง (3) เช่นนี้
การที่แผนจัดให้ธนาคารรวมไทย
จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีประกันอยู่คนละกลุ่มกับธนาคารทรัพย์สยาม
จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ไม่มีประกัน จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว
ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย
พ.ศ.
2483 มาตรา
90/42 ตรี บัญญัติให้สิทธิของเจ้าหนี้ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน
ต้องได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกัน
ดังนั้น
การที่จะพิจารณาว่าเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้อย่างเท่าเทียมกันตามบทบัญญัติดังกล่าวหรือไม่
จึงต้องพิจารณาเฉพาะบรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลายที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันเท่านั้น
การที่แผนจัดให้ธนาคารรวมไทย
จำกัด และธนาคารทรัพย์สยาม
จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ที่อยู่ต่างกลุ่มกันได้รับการชำระหนี้ต่างกัน
จึงสามารถกระทำได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว
คำคัดค้านของธนาคารทรัพย์สยาม
จำกัด ทั้งสองประการฟังไม่ขึ้น ศาลล้มละลายกลางจึงต้องมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนตามพระราชบัญญัติล้มละลาย
พ.ศ.
2483 มาตรา 90/58 (คำพิพากษาฎีกาที่
3318/2545)
ข้อ 10. ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงลำปางย้ายไปรับราชการที่ศาลอื่น
ส่วนนายนิติผู้พิพากษาศาลแขวงลำปางซึ่งมีอาวุโส
สูงสุดลาราชการ
ในช่วงระยะเวลาดังกล่าวนายเยาว์ผู้พิพากษาประจำศาลที่อยู่ปฏิบัติราชการในศาลเพียงคนเดียว
ได้ไต่สวน
มูลฟ้องในคดีอาญาเรื่องหนึ่งแล้วมีคำสั่งว่าคดีมีมูล
ให้ประทับฟ้อง
และต่อมานายเยาว์มีคำสั่งจ่ายสำนวนคดีนี้ให้แก่ตนเอง
เป็นเจ้าของสำนวน
ให้วินิจฉัยว่า
การไต่สวนมูลฟ้องและการสั่งจ่ายสำนวนของนายเยาว์ดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
ธงคำตอบ
การพิจารณาคดีในศาลแขวง
ผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งในคดีอาญา
ตาม
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม
มาตรา 17 ประกอบมาตรา
25 (3) แต่ผู้พิพากษาประจำศาลหามีอำนาจดังกล่าวด้วยไม่
ตามมาตรา
25 วรรคสอง
การที่นายเยาว์ผู้พิพากษาประจำศาลในศาลแขวงลำปางไต่สวนมูลฟ้องคดีอาญา
แล้วมีคำสั่งว่า
คดีมีมูลให้ประทับฟ้อง
จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม
มาตรา 9 เมื่อตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงว่างลง
ให้ผู้พิพากษาที่มี
อาวุโสสูงสุดในศาลนั้นเป็นผู้ทำการแทน
ถ้าผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลนั้นไม่อาจปฏิบัติราชการได้
ให้ผู้พิพากษา
ที่มีอาวุโสถัดลงมาตามลำดับในศาลนั้นเป็นผู้ทำการแทน
แต่ผู้พิพากษาประจำศาลจะเป็นผู้ทำการแทนในตำแหน่งดังกล่าว
ไม่ได้
ดังนั้น
การที่นายเยาว์ผู้พิพากษาประจำศาลในศาลแขวงลำปางได้ทำการแทนผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงลำปาง
จ่ายสำนวนคดีให้แก่ตนเองเป็นเจ้าของสำนวน
จึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว