สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กฎหมายการค้าระหว่างประเทศ และกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา
ในการสอบภาคหนึ่ง สมัยที่ 56 ปีการศึกษา 2546
วันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2546
คำถาม
10 ข้อ ให้เวลาตอบ 4 ชั่วโมง (เวลา 14.00 น. ถึง 18.00 น.) ให้ยกเหตุผลประกอบคำตอบ
ข้อ 1. เมื่อปี พ.ศ. 2520 นายแดงนำเรือบรรทุกที่ใช้รับจ้างส่งสินค้ามาจอดเกยตื้นอยู่ที่ปากแม่น้ำท่าจีนหน้าที่ดินมีโฉนดของนายดำ ซึ่งอยู่ใกล้ตลาดสะดวกที่นายแดงและภริยาจะไปค้าขาย และใช้เรือบรรทุกนั้นเป็นที่อยู่อาศัยตลอดมา ไม่ได้ย้ายไปไหนเลยเป็นเวลา 12 ปี ในระยะเวลาดังกล่าวสายน้ำเปลี่ยนทางเดิน พอขึ้นปีที่ 13 ชายตลิ่งที่จอดเรือบรรทุกก็ตื้นเขินติดต่อมาจากที่ดินของนายดำ เป็นเนื้อที่ 10 ตารางวา นายแดงจึงปลูกบ้านในที่ดินดังกล่าวอยู่อาศัยแทนเรือบรรทุกที่ผุพังแล้ว นายดำรู้เรื่องก็ไม่ว่ากล่าวอะไร ต่อมาปี พ.ศ. 2540 นายดำจะสร้างบ้านในที่ดินของนายดำ จึงบอกให้นายแดงออกจากที่ดินนั้น นายแดงไม่ยอมออก นายดำจึงฟ้องขับไล่ นายแดงให้การต่อสู้ว่าได้เข้าครอบครองมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2520 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวแล้ว ให้วินิจฉัยว่า นายดำหรือนายแดงเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนดังกล่าว
ธงคำตอบ
เดิมที่ดินตามปัญหาเป็นที่ชายตลิ่งซึ่งน้ำท่วมถึง จึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) นายแดงมีสิทธินำเรือบรรทุกไปจอดใช้เป็นที่อยู่อาศัยในที่ชายตลิ่งดังกล่าวเท่านั้น แต่ต่อมาเมื่อที่จอดเรือบรรทุกของนายแดงตื้นเขินกลายเป็นที่งอกเชื่อมต่อมาจากที่ดินมีโฉนดของนายดำ ที่ดินส่วนดังกล่าวย่อมเป็นทรัพย์สินของนายดำตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1308
ส่วนที่นายแดงอ้างว่าครอบครองที่ดินส่วนดังกล่าวตั้งแต่ปี พ.ศ. 2520 จนถึงปี พ.ศ. 2540 เป็นเวลา 20 ปี นายแดงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนดังกล่าวแล้วนั้น ในช่วงเวลา 12 ปีแรก ที่ดินนั้นยังเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินอยู่ แม้นายแดงจะครอบครองมานานเท่าใดก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ แต่หลังจากที่ดินส่วนดังกล่าวเป็นที่งอกริมตลิ่งและตกเป็นของนายดำแล้ว นายแดงเพิ่งเข้าครอบครองได้เพียง 8 ปีเท่านั้น ที่ดินส่วนดังกล่าวจึงยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของนายดำ (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 126/2503 และคำพิพากษาฎีกาที่ 149/2543)
ข้อ 2. นายเขียวทำสัญญาจ้างนายเหลืองซึ่งมีอาชีพทนายความฟ้องนายม่วงให้ชำระหนี้ตามเช็คจำนวน1,000,000 บาท แก่นายเขียว โดยตกลงว่านายเหลืองต้องฟ้องร้องและว่าความให้จนกว่าคดีจะถึงที่สุด คิดค่าจ้าง100,000 บาท จะชำระค่าจ้างทั้งหมดในวันที่คดีถึงที่สุด นายเหลืองได้ฟ้องนายม่วงและว่าความให้นายเขียวโดยใช้ความรู้ความสามารถตามหน้าที่ตลอดมาจนถึงชั้นฎีกา นายเหลืองแจ้งให้นายเขียวทราบว่า ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาในวันที่ 1 กันยายน 2544 ให้นายเขียวไปฟังคำพิพากษาและนำค่าจ้างไปชำระให้นายเหลืองด้วย ครั้นถึงวันนัดนายเหลืองไปฟังคำพิพากษา ส่วนนายเขียวไม่ไป ปรากฏว่า ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องโดยฟังว่า นายม่วงชำระหนี้ให้นายเขียวครบถ้วนแล้ว ต่อมาวันที่ 1 ธันวาคม 2544 นายเหลืองแจ้งผลคดีให้นายเขียวทราบและขอให้ชำระค่าจ้างจำนวน 100,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 2 กันยายน 2544 เป็นต้นไป นายเขียวไม่ยอมชำระเงินดังกล่าวอ้างว่านายเขียวไม่ต้องรับผิดชำระเงินนั้น เนื่องจากนายเขียวแพ้คดีและนายเขียวยังไม่ตกเป็นผู้ผิดนัดให้วินิจฉัยว่า นายเขียวต้องรับผิดชำระค่าจ้างและดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 2 กันยายน2544 แก่นายเหลืองหรือไม่ธงคำตอบ
การที่นายเขียวทำสัญญาจ้างนายเหลืองให้ฟ้องนายม่วงและว่าความจนกว่าคดีถึงที่สุด เป็นสัญญาต่างตอบแทนก่อให้เกิดหนี้ที่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายจะต้องชำระต่างตอบแทนกัน โดยหนี้ที่นายเหลืองจะต้องชำระนั้นเป็นหนี้ที่มีวัตถุแห่งหนี้เป็นการกระทำซึ่งต้องใช้ความรู้ความสามารถในการว่าความจนกว่าคดีถึงที่สุด เมื่อนายเหลืองได้ทำการฟ้องนายม่วงและว่าความโดยใช้ความรู้ความสามารถตามหน้าที่จนคดีถึงที่สุดแล้ว แม้ผลคดีนายเขียวจะแพ้คดีก็ตาม ก็ถือว่านายเหลืองได้ชำระหนี้ส่วนของตนด้วยการกระทำต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้แล้ว นายเหลืองจึงมีสิทธิได้รับค่าจ้างจำนวน 100,000 บาท จากนายเขียวเป็นการตอบแทนตามสัญญาดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 369 (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 7406/2540)
ส่วนดอกเบี้ยนั้นการที่สัญญาจ้างกำหนดว่า นายเขียวจะชำระค่าจ้างทั้งหมดในวันที่คดีถึงที่สุด ถือว่าเป็นหนี้ที่มีกำหนดเวลาชำระ แต่มิใช่กำหนดเวลาชำระตามวันแห่งปฏิทินที่นายเขียวจะตกเป็นผู้ผิดนัดโดยไม่ต้องเตือนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคสอง แต่เป็นกรณีตามมาตรา 204 วรรคหนึ่ง ที่นายเขียวจะตกเป็นผู้ผิดนัดก็ต่อเมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว และภายหลังแต่นั้นนายเหลืองได้ให้คำเตือนแล้ว นายเขียวไม่ชำระหนี้ค่าจ้าง ดังนั้น เมื่อคดีถึงที่สุดในวันที่ 1 กันยายน 2544 ซึ่งเป็นวันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาอันถึงกำหนดเวลาชำระหนี้แล้ว แต่นายเหลืองมิได้เตือนให้นายเขียวชำระหนี้ นายเขียวจึงมิได้ตกเป็นผู้ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 2544 นายเขียวจึงยังไม่ต้องชำระดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 2 กันยายน 2544 แก่นายเหลืองตามที่นายเหลืองเรียกร้อง
ข้อ 3. นายอำนาจลูกจ้างบริษัทจัดเก็บลิขสิทธิ์สากล จำกัด ร่วมกับร้อยตำรวจเอกอิทธิพล สังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นำหมายค้นจากศาลไปทำการค้นร้านอินเตอร์เนตคาเฟ่ของนางสาวแชท การค้นไม่พบงานอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ แต่ด้วยความเชื่อว่าร้านอินเตอร์เนตคาเฟ่ของนางสาวแชทมีการกระทำอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์จริง และต้องการมีผลงานเพื่อความดีความชอบในหน้าที่การงาน นายอำนาจจึงร่วมกับร้อยตำรวจเอกอิทธิพลนำแผ่นวีซีดีและซีดีที่ละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน 10 แผ่น ที่บุคคลทั้งสองร่วมกันจับได้ในคดีอื่นวางไว้ในบริเวณที่ตรวจค้นและอ้างว่าเป็นของกลางที่ตรวจพบในที่เกิดเหตุ ซึ่งนางสาวแชทมีไว้เพื่อขายโดยรู้ว่าเป็นงานอันได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น นางสาวแชทถูกฟ้องด้วยข้อหาดังกล่าว แต่ศาลยกฟ้องเนื่องจากไม่เชื่อในพยานหลักฐานของโจทก์ ให้วินิจฉัยว่า นางสาวแชทจะฟ้องเรียกนายอำนาจ บริษัทจัดเก็บลิขสิทธิ์สากล จำกัด ร้อยตำรวจเอกอิทธิพล และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในความเสียหายฐานละเมิดได้หรือไม่ หากบริษัทจัดเก็บลิขสิทธิ์สากล จำกัด หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่นางสาวแชทผู้เสียหายแล้วจะมีสิทธิไล่เบี้ยจากนายอำนาจหรือร้อยตำรวจเอกอิทธิพลได้หรือไม่ธงคำตอบ
การกระทำของนายอำนาจและร้อยตำรวจเอกอิทธิพล เป็นการจงใจกระทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายเป็นเหตุให้เขาเสียหายแก่เสรีภาพและสิทธิในชื่อเสียง เป็นละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 นายอำนาจจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่นางสาวแชทในความเสียหายแก่เสรีภาพและชื่อเสียงของนางสาวแชท บริษัทจัดเก็บลิขสิทธิ์สากล จำกัด นายจ้างต้องร่วมรับผิดกับนายอำนาจลูกจ้างในผลแห่งละเมิดซึ่งได้กระทำไปในทางการที่จ้างตามมาตรา 425 แต่ชอบที่จะไล่เบี้ยเอาแก่ลูกจ้างได้ตามมาตรา 426
สำหรับร้อยตำรวจเอกอิทธิพลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นกรณีต้องบังคับตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 เนื่องจากเป็นละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของรัฐได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ นางสาวแชทต้องฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐต้นสังกัดโดยตรง จะฟ้องร้อยตำรวจเอกอิทธิพลไม่ได้ ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 5 และเนื่องจากเป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่กระทำละเมิดด้วยความจงใจ หน่วยงานของรัฐจึงอาจเรียกให้เจ้าหน้าที่ดังกล่าวชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่หน่วยงานของรัฐได้ โดยคำนึงถึงความร้ายแรงแห่งการกระทำและความชอบธรรมตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 8
ข้อ 4. นายเสือทำหนังสือสัญญาเช่าที่ดินแปลงหนึ่งของนายช้างเพื่อสร้างตึกแถวหนึ่งห้อง สัญญาเช่ามีข้อตกลงว่าเมื่อนายเสือก่อสร้างตึกแถวแล้วเสร็จยอมยกตึกแถวให้เป็นกรรมสิทธิ์ของนายช้างทันที ทั้งนี้นายช้างยินยอมให้นายเสือเช่าตึกแถวพร้อมที่ดินดังกล่าวมีกำหนด 10 ปี อัตราค่าเช่าเดือนละ 3,000 บาท และอนุญาตให้นายเสือนำตึกแถวพร้อมที่ดินไปให้เช่าช่วงได้ เมื่อสร้างตึกแถวแล้วเสร็จนายเสือเข้าอยู่อาศัยในตึกแถวชั้นบน ส่วนตึกแถวชั้นล่างให้นายหมีเช่าทำการค้ามีกำหนด 3 ปี โดยนายเสือกับนายหมีไม่ได้ทำหลักฐานการเช่าเป็นหนังสือกันไว้ อยู่มาได้ 1 ปี นายเสือผิดนัดไม่ชำระค่าเช่ารวม 3 เดือน นายช้างทวงถามให้นายเสือชำระค่าเช่าภายใน 15 วัน นายเสือก็เพิกเฉย นายช้างจึงมีหนังสือถึงนายเสืออ้างว่านายเสือผิดสัญญา ขอเลิกสัญญาเช่า ให้นายเสือส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าคืนภายใน 30 วัน และนายช้างมีหนังสือถึงนายหมีอ้างเหตุว่า นายเสือถูกบอกเลิกสัญญาเช่าแล้ว ไม่มีสิทธิให้นายหมีเช่าช่วงต่อไป ขอให้นายหมีออกไปจากตึกแถวภายใน 30 วัน นายเสือกับนายหมีได้รับหนังสือบอกกล่าวแล้ว แต่ไม่ปฏิบัติตาม ให้วินิจฉัยว่า นายช้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าแก่นายเสือ และมีสิทธิขับไล่นายหมีออกจากตึกแถวได้หรือไม่ธงคำตอบ
สัญญาเช่าระหว่างนายเสือกับนายช้างที่มีข้อตกลงว่า เมื่อนายเสือก่อสร้างตึกแถวบนที่ดินที่เช่าแล้วเสร็จ ยอมยกตึกแถวให้เป็นกรรมสิทธิ์ของนายช้างทันที โดยนายช้างยินยอมให้นายเสือเช่าตึกแถวพร้อมที่ดินมีกำหนด 10 ปี เป็นทั้งสัญญาเช่าและเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าการเช่าธรรมดา แม้จะเช่ากันเกินกว่า 3 ปี ก็ไม่ต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 538 แต่คู่สัญญาต้องปฏิบัติต่อกันตามกฎหมายว่าด้วยการเช่าทรัพย์ด้วย เมื่อนายเสือผู้เช่าผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าตามกำหนดและนายช้างผู้ให้เช่าบอกกล่าวทวงถามให้ชำระค่าเช่าภายในเวลาไม่น้อยกว่า 15 วันแล้ว นายเสือเพิกเฉย นายช้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าแก่นายเสือได้ตามมาตรา 560 วรรคสอง (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 412/2511)
สำหรับนายหมีได้เช่าตึกแถวพร้อมที่ดินโดยความยินยอมของนายช้าง จึงเป็นการเช่าช่วงโดยชอบตามมาตรา 544 และถือว่านายหมีผู้เช่าช่วงเข้าอยู่ในตึกแถวโดยอาศัยสิทธิของนายเสือผู้เช่าเดิม แต่เมื่อนายเสือผิดสัญญาจนเป็นเหตุให้นายช้างบอกเลิกสัญญาเช่าแล้ว นายเสือย่อมหมดสิทธิที่จะครอบครองและให้นายหมีเช่าช่วงตึกแถวพร้อมที่ดินต่อไป ถือได้ว่าสัญญาเช่าช่วงสิ้นสุดลง นายช้างจึงมีสิทธิขับไล่นายหมีออกจากตึกแถวได้ (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 471/2533)
ข้อ 5. นางแก้วกู้เงินนายธนาคม จำนวน 500,000 บาท เมื่อปี พ.ศ. 2539 โดยยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปี มีนายเพชรเป็นผู้ค้ำประกันซึ่งระบุในสัญญาค้ำประกันว่ายอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมในวงเงินต้นและดอกเบี้ยรวม 500,000 บาท และมีนางมณีนำที่ดินแปลงหนึ่งของตนมาจำนองเป็นประกันหนี้ทั้งหมดของนางแก้ว โดยมีข้อกำหนดในสัญญาจำนองว่า ถ้าในการบังคับจำนองตามสัญญานี้ ได้เงินจำนวนสุทธิไม่พอจำนวนเงินที่ค้างชำระ ขาดจำนวนอยู่เท่าใดผู้จำนองยอมรับผิดใช้เงินส่วนที่ขาดจำนวนนั้นให้แก่ผู้รับจำนองจนครบจำนวนด้วย ต่อมานางแก้วผิดนัดไม่ชำระหนี้และไม่มีทรัพย์สินใดที่จะนำมาชำระหนี้แก่นายธนาคมได้ นายธนาคมจึงทวงถามให้นายเพชรในฐานะที่เป็นผู้ค้ำประกันซึ่งยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกันกับนางแก้วชำระต้นเงินและดอกเบี้ยก่อนการทวงถามซึ่งนายธนาคมขอคิดดอกเบี้ยเพียง 5 ปี รวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 875,000 บาท แต่นายเพชรขอชำระหนี้ให้เพียง 500,000 บาท นายธนาคมไม่ยอมรับชำระหนี้จากนายเพชรและบอกกล่าวบังคับจำนองที่ดินของนางมณี ให้วินิจฉัยว่า นายเพชรและนางมณีจะต้องรับผิดต่อนายธนาคมหรือไม่เพียงใดธงคำตอบ
การที่นายเพชรทำสัญญาค้ำประกันโดยยอมรับผิดจำกัดวงเงินสำหรับต้นเงินและดอกเบี้ยรวม 500,000 บาท แม้นายเพชรตกลงยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 691 แต่ก็มีความหมายเพียงว่านายเพชรซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดร่วมกับนางแก้วในอันที่จะต้องชำระหนี้ตามสัญญาภายในวงเงินที่จำกัดจำนวนไว้ กล่าวคือ ในต้นเงินพร้อมด้วยดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน 500,000 บาท เท่านั้น มิได้หมายความว่าจะต้องรับผิดในจำนวนหนี้เท่ากับนางแก้วผู้เป็นลูกหนี้ชั้นต้นแต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อหนี้ถึงกำหนด นายเพชรขอชำระหนี้แก่นายธนาคมโดยชอบแล้วตามมาตรา 701 วรรคหนึ่ง แต่นายธนาคมไม่ยอมรับชำระหนี้จากนายเพชร โดยจะให้นายเพชรชำระหนี้ในยอดหนี้ที่เกินกว่าความรับผิดของนายเพชร ย่อมทำให้นายเพชรซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดในการชำระหนี้รายนี้ตามมาตรา 701 วรรคสอง (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 382/2537)
ส่วนการที่นางมณีทำสัญญาจำนองเป็นประกันหนี้ทั้งหมดของนางแก้ว โดยมีข้อกำหนดในสัญญาจำนองว่า ถ้าในการบังคับจำนองตามสัญญานี้ได้เงินไม่พอจำนวนเงินที่ค้างชำระ ขาดจำนวนอยู่เท่าใด ผู้จำนองยอมรับผิดใช้เงินที่ขาดจำนวนนั้นให้แก่ผู้รับจำนองจนครบจำนวน ข้อตกลงนี้แม้จะแตกต่างกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 733 ก็ไม่เป็นโมฆะ เพราะบทบัญญัติดังกล่าวไม่ใช่กฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน นางมณีผู้จำนองอาจตกลงกับผู้รับจำนองเป็นประการอื่นได้ (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 1507/2538 และที่ 168/2518) นางมณีจึงต้องรับผิดเต็มจำนวนหนี้ทั้งหมดของนางแก้ว โดยในการบังคับจำนองขายทอดตลาดที่ดินตามสัญญาจำนอง ถ้าได้เงินไม่พอจำนวนหนี้ทั้งหมดของนางแก้ว ขาดจำนวนอยู่เท่าใด นายธนาคมย่อมบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของนางมณีได้จนครบจำนวนหนี้ทั้งหมดของนางแก้วด้วย
ข้อ 6. นายชูไปซื้อสินค้าที่ห้างสรรพสินค้าพบนายวิทย์ นายชูเห็นเป็นโอกาสจึงทวงถามเงินที่นายวิทย์ยืมไป นายวิทย์ได้ออกเช็คผู้ถือโดยมิได้ลงวันที่ออกเช็ค และได้ขีดเส้นสีดำไว้ในช่องวันที่แล้วมอบเช็คแก่นายชู นายชูลงวันที่ในเช็คแล้วนำไปเรียกเก็บเงิน ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน นายชูไปแจ้งความร้องทุกข์และพาเจ้าพนักงานตำรวจไปที่บ้านของนายวิทย์ นายสันต์บิดาของนายวิทย์กลัวว่านายวิทย์จะถูกจับกุม จึงรับรองต่อนายชูว่าจะใช้เงินตามเช็คให้ภายในกำหนด 7 วัน โดยนายสันต์ได้ลงลายมือชื่อสลักหลังเช็คไว้ด้วย แต่เมื่อครบกำหนด 7 วัน นายสันต์ก็ไม่ยอมชำระ นายชูจึงฟ้องนายวิทย์กับนายสันต์ให้ร่วมกันใช้เงินตามเช็ค นายวิทย์ต่อสู้ว่าได้ขีดเส้นสีดำไว้ในช่องวันที่แสดงว่าไม่ประสงค์จะให้มีการเติมวันที่ในเช็ค ส่วนนายสันต์ต่อสู้ว่าได้สลักหลังเช็คหลังจากธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินแล้วจึงไม่ต้องรับผิดให้วินิจฉัยว่า ข้อต่อสู้ของนายวิทย์และนายสันต์ฟังขึ้นหรือไม่ธงคำตอบ
การที่นายวิทย์ออกเช็คโดยขีดเส้นสีดำไว้ในช่องวันที่ การกระทำดังกล่าวไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายให้อำนาจไว้ว่ากระทำได้ จึงหาเป็นผลอย่างหนึ่งอย่างใดแก่เช็คนั้นไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 899 กรณีจึงถือได้ว่านายวิทย์ออกเช็คโดยมิได้ลงวันออกเช็คไว้ นายชูผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายจึงลงวันที่ในเช็คได้ตามมาตรา 910
วรรคท้าย ประกอบมาตรา 989 (คำพิพากษาฎีกาที่ 3509/2542) ข้อต่อสู้ของนายวิทย์ฟังไม่ขึ้น
ส่วนข้อต่อสู้ของนายสันต์นั้น แม้ธนาคารจะปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คแล้ว เช็คดังกล่าวซึ่งมีรายการครบถ้วนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 988 ก็ยังเป็นเช็คตามความหมายแห่งมาตรา 987 นายสันต์สลักหลังเช็คที่สั่งจ่ายให้แก่ผู้ถือย่อมเป็นประกัน (อาวัล) สำหรับนายวิทย์ผู้สั่งจ่าย จึงมีความรับผิดอย่างเดียวกับนายวิทย์บุคคลซึ่งตนประกันตามมาตรา 921, 940 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 989 แม้จะสลักหลังเช็คหลังจากธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คนั้นแล้วก็ไม่ทำให้ไม่เป็นอาวัล นายสันต์จึงต้องรับผิดตามเช็คนั้น (คำพิพากษาฎีกาที่ 5766/2537) ข้อต่อสู้ของนายสันต์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน
ข้อ 7. นายหนึ่ง นายสอง นายสามและนายสี่ ได้ร่วมทุนกันจัดตั้ง ห้างหุ้นส่วนจำกัดสี่สหาย โดยนายหนึ่งและนายสองลงหุ้นคนละ 100,000 บาท ไม่จำกัดความรับผิด ส่วนนายสามและนายสี่ลงหุ้นคนละ 200,000 บาท จำกัดความรับผิด ห้างหุ้นส่วนจำกัดมีนายหนึ่งและนายสองเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ และมีรายการจดทะเบียนไว้ที่สำนักงานทะเบียน กระทรวงพาณิชย์ โดยได้โฆษณาในราชกิจจานุเบกษาเรียบร้อยแล้วว่า "นายหนึ่งและนายสองลงลายมือชื่อร่วมกันจึงจะมีผลผูกพันห้างหุ้นส่วน" ต่อมา ในวันที่ 21 กันยายน 2546 นายหนึ่งและนายสองต้องเดินทางไปต่างประเทศจึงได้มอบอำนาจให้นายสามซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด เข้าจัดกิจการงานในห้างแทนตนเป็นเวลา 10 วันในวันที่ 25 กันยายน 2546 นายสามในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากนายหนึ่งและนายสองได้ทำสัญญาแทนห้างหุ้นส่วนจำกัดเพื่อซื้อขายสินค้าจากนายเอ จำนวน 1,000,000 บาท และในวันที่ 26 กันยายน 2546 นายสี่ซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด ได้ทำสัญญาแทนห้างหุ้นส่วนเพื่อซื้อสินค้าจากนายบี จำนวน 1,000,000 บาท เมื่อนายหนึ่งและนายสองกลับมาจากต่างประเทศก็ได้รับเอาสัญญาที่นายสามทำไว้แทนห้างหุ้นส่วน แต่ไม่ยอมรับเอาสัญญาที่นายสี่ทำไว้ เช่นนี้หากนายเอและนายบี ได้เรียกให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดสี่สหาย ปฏิบัติตามสัญญาแล้ว แต่ห้างหุ้นส่วนจำกัดสี่สหาย ไม่ปฏิบัติตามสัญญาให้วินิจฉัยว่า นายเอ และนายบีจะเรียกให้บุคคลใดรับผิดได้บ้างธงคำตอบ
การที่นายสามซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดเขัาจัดกิจการงานของห้างหุ้นส่วนจำกัด ถือว่าเป็นการสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างฯตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1088 แม้ว่าการเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานดังกล่าวจะทำ โดยได้รับมอบอำนาจก็ตาม นายสามจึงต้องรับผิดในหนี้ของห้างฯโดยไม่จำกัดจำนวน (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 691/2524)
เมื่อนายสามได้รับมอบอำนาจโดยถูกต้องให้เข้าทำสัญญา สัญญาซึ่งนายสามทำไว้กับนายเอจึงมีผลผูกพันห้างฯ เมื่อห้างฯผิดนัด นายเอจึงเรียกให้ห้างฯในฐานะคู่สัญญา รวมทั้งนายหนึ่งและนายสองในฐานะหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิด และนายสามในฐานะหุ้นส่วนจำกัดความรับผิด ที่ได้สอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างฯ ร่วมกันรับผิดได้ตามมาตรา 1070 ประกอบกับมาตรา 1080
นายสี่เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดไม่มีอำนาจจัดการงานให้ผูกพันห้างฯ อีกทั้งนายบีก็ทราบถึงรายการเกี่ยวกับอำนาจจัดการซึ่งได้จดทะเบียนไว้ ณ กระทรวงพาณิชย์ เพราะรายการดังกล่าวได้โฆษณาในราชกิจจานุเบกษา จึงถือว่าทุกคนทราบถึงข้อความดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1022 ดังนั้นสัญญาซึ่งนายสี่ได้กระทำขึ้นจึงไม่มีผลผูกพันห้างฯ นายบีไม่สามารถเรียกให้ห้างฯรับผิด แต่เรียกให้นายสี่รับผิดเป็นส่วนตัวได้
ข้อ 8. นายมิ่งกับนางขวัญเป็นสามีภริยากันโดยมิได้จดทะเบียนสมรส เกิดบุตรด้วยกันสองคน คือนายสดและนางสวย หลังจากคลอดนางสวยแล้ว นางขวัญก็ถึงแก่ความตาย นายมิ่งได้รับรองบุตรทั้งสองคนเป็นบุตรโดยพฤตินัยแล้ว ต่อมานายสดได้สมรสกับนางบุญโดยจดทะเบียนสมรส ก่อนสมรส 1 วัน นายมิ่งซื้อรถยนต์เก๋ง 1 คัน ราคา 2,000,000 บาท ให้เป็นของขวัญแก่คู่สมรส เมื่อเสร็จงานสมรสแล้ว นายมิ่งเดินทางกลับภูมิลำเนาที่ต่างจังหวัดแต่เกิดอุบัติเหตุเสียชีวิต นายสดเศร้าสลดจนห้ามใจไม่ได้จึงฆ่าตัวตาย ปรากฏว่านายมิ่งมีทรัพย์มรดกจำนวน 8,000,000 บาท
ให้วินิจฉัยตามประเด็นต่อไปนี้
(ก) ทรัพย์สินอะไรบ้างเป็นมรดกของนายสด
(ข) ทรัพย์มรดกของนายสดตกทอดได้แก่ใคร คนละเท่าใดธงคำตอบ
(ก) ทรัพย์มรดกของนายมิ่งจำนวน 8,000,000 บาท ย่อมตกทอดไปยังนายสดและนางสวยบุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 ประกอบมาตรา 1629 (1) คนละส่วน เป็นเงินคนละ 4,000,000 บาท เฉพาะส่วนของนายสดแม้จะเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสก็ตาม แต่เป็นการได้มาโดยทางมรดก จึงเป็นสินส่วนตัวของนายสดตามมาตรา 1471 (3) เป็นเงิน 4,000,000 บาทสำหรับรถยนต์เก๋ง 1 คัน ราคา 2,000,000 บาท ซึ่งนายมิ่งได้ซื้อให้เป็นของขวัญแก่คู่สมรส แม้ให้ก่อนสมรสเพียง 1 วัน แต่นายมิ่งผู้ให้มีเจตนามอบให้แก่คู่สมรสไว้ใช้สอยเมื่ออยู่ร่วมกัน จึงถือได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่คู่สมรสเป็นเจ้าของร่วมกัน จึงต้องแบ่งทรัพย์สินส่วนนี้ให้แก่นายสดและนางบุญคนละส่วนเท่ากัน ตามมาตรา 1625 (1), 1532 คือ เป็นทรัพย์สินของนายสดเป็นเงิน 1,000,000 บาทดังนั้น ทรัพย์มรดกของนายสดจึงได้แก่สินส่วนตัว 4,000,000 บาท และสิทธิในรถยนต์อีก 1,000,000 บาทรวมเป็นมรดกทั้งสิ้น 5,000,000 บาท
(ข) การที่นายมิ่งและนางขวัญจะจดทะเบียนสมรสกันหรือไม่ไม่ใช่สาระสำคัญที่จะทำให้ความเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันของนายสดและนางสวยเปลี่ยนแปลงไป เพราะต้องถือตามความเป็นจริง (คำพิพากษาฎีกาที่ 4828/2529) นางสวยจึงเป็นทายาทโดยธรรมและมีสิทธิได้รับมรดกของนายสดตามมาตรา 1629 (3) สำหรับลำดับส่วนแบ่งระหว่างนางสวยและนางบุญคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ย่อมเป็นไปตามมาตรา 1635 (2) ดังนั้น นางสวยและนางบุญจึงมีสิทธิรับมรดกของนายสดคนละกึ่ง คือ คนละ 2,500,000 บาท
หมายเหตุ
กรณีรถยนต์นั้น ผู้ตอบจะให้เหตุผลว่าเป็นสินสมรสตามคำพิพากษาฎีกาที่ 2259/2529 หรือจะให้เหตุผลว่าเป็นสินส่วนตัวของแต่ละคนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 (3) ก็ให้ได้คะแนนเท่ากัน
แต่ถ้าตอบว่าเป็นสินส่วนตัวของนายสดเพียงคนเดียวตามมาตรา 1471 (3) ถือว่าผิด เพราะนายมิ่งมิได้มีเจตนาให้แก่นายสดเพียงคนเดียว
ข้อ 9. ข้อเท็จจริงในคดีรับขนของทางทะเลเรื่องหนึ่งฟังได้ว่า โจทก์ประกอบกิจการรับขนของทางทะเล จำเลยประกอบกิจการผลิตถ่านไม้ส่งออกไปขายยังต่างประเทศ จำเลยตกลงว่าจ้างโจทก์ให้ขนส่งสินค้าถ่านไม้จำนวน 1,000 กล่อง จากท่าเรือกรุงเทพไปมอบให้แก่ผู้ซื้อที่ประเทศญี่ปุ่น โดยจำเลยได้นำสินค้าถ่านไม้ซึ่งเป็นสินค้าอันตรายแบ่งบรรจุใส่ถุงพลาสติกรัดปากถุงด้วยหนังยางบรรจุใส่กล่องกระดาษจำนวน 1,000 กล่อง อันเป็นการบรรจุในลักษณะที่ไม่ปลอดภัย เนื่องจากอากาศสามารถผ่านเข้าได้ ถ่านไม้จึงอาจติดไฟได้ในตัวเอง และกล่องกระดาษไม่มีสัญลักษณ์แสดงว่าเป็นสินค้าอันตรายประทับอยู่ไปส่งมอบให้แก่โจทก์โดยมิได้แจ้งให้ทราบถึงสภาพอันตรายของถ่านไม้ โจทก์นำสินค้าดังกล่าวบรรจุเข้าในตู้สินค้า และออกใบตราส่งให้แก่จำเลย 2 ฉบับ ระบุรายละเอียดของสินค้าว่าเป็นสินค้าถ่านไม้ (Charcoal) จำนวน 1,000 กล่อง และระบุคุณสมบัติที่เป็นอันตรายของสินค้าไว้ด้วย ต่อมาขณะที่เรือกำลังแล่นอยู่ในทะเลมีไฟลุกไหม้ขึ้นที่ตู้สินค้าที่บรรจุถ่านไม้ของจำเลยและได้ลุกลามไหม้ตู้สินค้าตู้อื่นที่อยู่ข้างเคียงได้รับความเสียหาย โดยไฟไหม้เกิดจากสภาพโดยธรรมชาติของสินค้าถ่านไม้ เนื่องจากสินค้านี้สามารถทำให้เกิดความร้อนขึ้นอย่างช้า ๆ และสามารถติดไฟได้เองในอากาศ โจทก์จึงมีหนังสือทวงถามจำเลยให้ชำระค่าเสียหายแต่จำเลยไม่ชำระให้วินิจฉัยว่า จำเลยปฏิบัติผิดหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติไว้อันจะต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ธงคำตอบ
จำเลยผู้ส่งของนำสินค้าถ่านไม้ซึ่งบรรจุอยู่ในกล่องกระดาษมาส่งมอบให้แก่โจทก์โดยมิได้ทำเครื่องหมายหรือปิดป้ายอันแสดงว่าเป็นสินค้าอันตรายที่ข้างกล่องกระดาษ ทั้งมิได้แจ้งให้โจทก์ผู้ขนส่งสินค้าได้ทราบถึงสภาพอันตรายของถ่านไม้นั้น เป็นการไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 33 ที่บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของผู้ส่งสินค้าอันตรายจะต้องปฏิบัติเช่นนั้น จำเลยจึงเป็นผู้ปฏิบัติผิดหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติไว้ อย่างไรก็ตาม มาตรา 34 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวได้บัญญัติถึงความรับผิดของผู้ส่งของไว้โดยเฉพาะในกรณีละเว้นไม่ปฏิบัติตามมาตรา 33 ไว้ว่า "ถ้าผู้ส่งของไม่ปฏิบัติตามมาตรา 33 และผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่นไม่ทราบถึงสภาพอันตรายแห่งของนั้น " ซี่งหมายความว่าผู้ส่งของจะต้องรับผิดในความเสียหายต่อผู้ขนส่งตามมาตรา 34 (2) ประกอบด้วยมาตรา 33 ก็ต่อเมื่อผู้ขนส่งไม่ทราบถึงสภาพอันตรายแห่งของนั้น แต่หากผู้ขนส่งรู้ถึงสภาพอันตรายของสินค้าของผู้ส่งของอยู่แล้ว ผู้ขนส่งย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องให้ผู้ส่งของรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นเนื่องจากการไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 33 เมื่อใบตราส่งที่โจทก์เป็นผู้ออกระบุไว้ชัดเจนถึงคุณสมบัติที่เป็นอันตรายของสินค้าถ่านไม้ไว้ แสดงว่าโจทก์ทราบถึงคุณสมบัติที่มีสภาพอันตรายของสินค้าดังกล่าวอยู่แล้ว แม้จำเลยไม่ติดป้ายแสดงถึงสินค้าอันตรายอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามมาตรา 33 ก็ตาม ความเสียหายก็มิได้เกิดจากการที่โจทก์ไม่ทราบถึงสภาพอันตรายแห่งสินค้า อันเนื่องมาจากการที่จำเลยไม่ทำเครื่องหมายหรือปิดป้ายตามสมควรหรือไม่แจ้งให้โจทก์ทราบถึงสภาพอันตรายแห่งสินค้านั้น จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ในความเสียหายตามมาตรา 34 (2) แห่งพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 ดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม สินค้าถ่านไม้เป็นสินค้าอันตราย การบรรจุสินค้าประเภทนี้จะต้องบรรจุไม่ให้อากาศเข้าไปในหีบห่อได้ จะใช้หนังยางรัดไม่ได้ จำเลยบรรจุสินค้าถ่านไม้ลงในถุงพลาสติกแล้วรัดด้วยหนังยาง จึงเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อของจำเลย โดยจำเลยมิได้ปฏิบัติตามกฎหมายหรือประเพณีทางการค้าเกี่ยวกับการส่งของนั้น การที่ถ่านไม้ในตู้สินค้าตามคำฟ้องเกิดลุกไหม้และเกิดความเสียหายแก่โจทก์ซึ่งเป็นผลจากการกระทำโดยประมาทเลินเล่อของจำเลย อันเป็นการผิดหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งจำเลยผู้ส่งของจะต้องรับผิดตามมาตรา 31 (คำพิพากษาฎีกาที่ 5970/2545)
ข้อ 10. นายขาวได้รับอนุสิทธิบัตรกรรมวิธีการผลิตกระชายดำเม็ด และรับจ้างนายดวงเขียนตำราเรื่องการผลิตกระชายดำเม็ดจนแล้วเสร็จ ต่อมานายเดือนผลิตกระชายดำเม็ดออกจำหน่ายโดยลอกเลียนกรรมวิธีการผลิตของนายขาวทั้งยังนำตำราที่นายขาวเขียนดังกล่าวมาแปลเป็นภาษาอังกฤษแล้วพิมพ์จำหน่ายโดยไม่ได้ขออนุญาต แต่ปรากฏว่าหลังจากวันที่นายขาวขอรับอนุสิทธิบัตร 1 วัน ได้มีวารสารต่างประเทศฉบับหนึ่งตีพิมพ์รายละเอียดเกี่ยวกับกรรมวิธีการผลิตกระชายดำเม็ดโดยใช้กรรมวิธีเช่นเดียวกับของนายขาวโดยที่นายขาวและกรมทรัพย์สินทางปัญญาต่างไม่ทราบเรื่อง ต่อมานายขาวฟ้องนายเดือนเพื่อบังคับสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา นายเดือนต่อสู้ว่าอนุสิทธิบัตรของนายขาวไม่สมบูรณ์เนื่องจากงานตามอนุสิทธิบัตรนั้นเป็นงานที่ปรากฏอยู่แล้ว และนายขาวไม่ใช่เจ้าของลิขสิทธิ์ การกระทำของนายเดือนจึงไม่เป็นการละเมิดสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของนายขาวให้วินิจฉัยว่า ข้อต่อสู้ทั้งสองข้อของนายเดือนฟังขึ้นหรือไม่ธงคำตอบ
แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่ามีการเปิดเผยสาระสำคัญของการประดิษฐ์ในสิ่งพิมพ์ที่ได้เผยแพร่นอกราชอาณาจักร แต่กรณีดังกล่าวไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ทศ ประกอบด้วยมาตรา 6 วรรคสอง (2) เนื่องจากมิใช่เป็นการเปิดเผยสาระสำคัญก่อนวันขอรับอนุสิทธิบัตร การประดิษฐ์ในกรณีนี้จึงไม่เป็นงานที่ปรากฏอยู่แล้ว ดังนั้น ข้อต่อสู้ของนายเดือนที่ว่าอนุสิทธิบัตรของนายขาวไม่สมบูรณ์ จึงฟังไม่ขึ้น
การที่นายขาวรับจ้างนายดวงเขียนตำราเรื่องการผลิตกระชายดำนั้น เป็นกรณีที่นายขาวสร้างสรรค์งานวรรณกรรมซึ่งเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์โดยการรับจ้างนายดวงผู้ว่าจ้าง เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่านายขาวและนายดวงได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น ลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมดังกล่าวจึงเป็นของนายดวงผู้ว่าจ้าง ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 10 นายขาวผู้สร้างสรรค์จึงไม่ใช่เจ้าของลิขสิทธิ์ ดังนั้น แม้นายเดือนจะนำตำราที่นายขาวเขียนมาแปลเป็นภาษาอังกฤษอันเป็นการดัดแปลงและพิมพ์จำหน่ายก็ตาม การกระทำของนายเดือนก็ไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของนายขาว ข้อต่อสู้ของนายเดือนในข้อนี้ฟังขึ้น