สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา
กฎหมายอาญา กฎหมายภาษีอากร กฎหมายแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน
กฎหมายรัฐธรรมนูญ และกฎหมายปกครอง
ในการสอบภาคหนึ่ง สมัยที่ 56 ปีการศึกษา 2546
วันอาทิตย์ที่ 5 ตุลาคม 2546
คำถาม 10 ข้อ ให้เวลาตอบ 4 ชั่วโมง (14.00 น. - 18.00 น.) ให้ยกเหตุผลประกอบคำตอบ


ข้อ 1. นางดาวทำร้ายร่างกายนายเดือนจนได้รับอันตรายแก่กาย พันตำรวจโทเอกชัย พนักงานสอบสวน จึงจับกุม
นางดาวเป็นผู้ต้องหาในข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย นางดาวกลัวจะติดคุกจึงขอให้
พันตำรวจโทเอกชัย พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบเจ้าของคดีช่วยเหลือตนโดยเสนอเงินให้ห้าแสนบาท เพื่อเป็น
ค่าทำพยานหลักฐานให้อ่อนช่วยนางดาวให้พ้นผิด ทำให้พันตำรวจโทเอกชัยโกรธจึงแกล้งเปลี่ยนข้อหาเป็นพยายามฆ่า
ผู้อื่นแล้วทำสำนวนมีความเห็นควรสั่งฟ้องเสนอพนักงานอัยการ ต่อมาพนักงานอัยการได้พิจารณาสำนวนแล้วเห็นว่า
พยานหลักฐานไม่พอฟ้องให้ศาลลงโทษ จึงมีคำสั่งไม่ฟ้องนางดาว ให้วินิจฉัยว่า นางดาวและพันตำรวจโทเอกชัย มีความผิดฐานใดหรือไม่

ธงคำตอบ
            การที่นางดาว เสนอให้เงินจำนวนห้าแสนบาทแก่พันตำรวจโทเอกชัย พนักงานสอบสวนเจ้าของคดีเพื่อเป็นค่า
ทำพยานหลักฐานให้อ่อนเป็นการขอให้ทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงานในตำแหน่งพนักงานสอบสวน เพื่อจูงใจให้กระทำการ
อันมิชอบด้วยหน้าที่ นางดาวจึงมีความผิดฐานให้สินบนเจ้าพนักงานในการยุติธรรม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 167
           ส่วนที่พันตำรวจโทเอกชัยเปลี่ยนข้อหาการกระทำความผิดของนางดาวเป็นข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น ซึ่งเป็นข้อหาที่
นางดาวจะต้องรับโทษหนักขึ้น เป็นกรณีเจ้าพนักงานในตำแหน่งพนักงานสอบสวนกระทำการในตำแหน่งอันเป็นการ
มิชอบเพื่อจะแกล้งให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดต้องรับโทษหนักขึ้น พันตำรวจโทเอกชัย จึงมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงาน
ในการยุติธรรมกระทำการในตำแหน่งอันเป็นการมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 200 วรรคสอง


ข้อ 2. นายใหญ่ตระเตรียมวางแผนฆ่านายอ้วน โดยจะใช้อาวุธปืนสองกระบอกของตน แต่อาวุธปืนที่จะใช้ในการฆ่า
ได้ถูกคนร้ายลักไปก่อนโดยนายใหญ่ไม่ทราบ นายเล็กต้องการให้นายอ้วนตายเช่นกัน จึงแอบเอาอาวุธปืนของตนไปไว้
ที่บ้านนายใหญ่โดยประสงค์ให้นายใหญ่ใช้ยิงนายอ้วนโดยนายเล็กไม่รู้ว่าอาวุธปืนกระบอกนั้นมีผู้แอบเอากระสุน
ออกจนหมดแล้ว นายน้อยต้องการให้นายอ้วนตายเช่นกัน จึงเอาอาวุธปืนของตนไปไว้ที่บ้านนายใหญ่โดยประสงค์ให้
นายใหญ่ใช้ยิงนายอ้วน ต่อมานายใหญ่เห็นอาวุธปืนทั้งสองกระบอกของนายเล็กและนายน้อยวางอยู่ นายใหญ่เข้าใจว่า
เป็นอาวุธปืนสองกระบอกของตน นายใหญ่ได้หยิบอาวุธปืนของนายเล็กและเมื่อพบนายอ้วนได้ใช้อาวุธปืนกระบอกนั้น
จ้องเล็งจะยิงนายอ้วน ให้วินิจฉัยว่า นายใหญ่ นายเล็กและนายน้อยมีความผิดฐานใดหรือไม่

ธงคำตอบ
            การที่นายใหญ่ตระเตรียมวางแผนฆ่านายอ้วนเป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 289 (4) (คำพิพากษาฎีกาที่ 1654/2532) เมื่อนายใหญ่เล็งปืนจ้องจะยิงนายอ้วนเป็นการลงมือกระทำ
ความผิดแล้ว นายใหญ่จึงมีความผิดฐานพยายามฆ่านายอ้วน แต่เนื่องจากปืนกระบอกดังกล่าวนั้นไม่มีกระสุน
การกระทำของนายใหญ่จึงไม่สามารถบรรลุผลอย่างแน่แท้ เพราะเหตุปัจจัยซึ่งใช้ในการกระทำ นายใหญ่จึงมีความผิดฐาน
พยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นไปไม่ได้อย่างแน่แท้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4)
ประกอบมาตรา 81 (คำพิพากษาฎีกาที่ 980/2502)
            การที่นายเล็กแอบนำอาวุธปืนไปไว้ที่บ้านนายใหญ่ โดยประสงค์ให้นายใหญ่ใช้ยิงนายอ้วนและนายใหญ่ได้ใช้
อาวุธปืนของนายเล็กยิงนายอ้วน เป็นการช่วยเหลือในการที่นายใหญ่กระทำความผิด แม้นายใหญ่จะมิได้รู้ถึงการ
ช่วยเหลือนั้นก็ตาม นายเล็กย่อมเป็นผู้สนับสนุนในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นไปไม่ได้
อย่างแน่แท้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 81 และมาตรา 86
            ส่วนที่นายน้อยนำอาวุธปืนของตนไปไว้ที่บ้านของนายใหญ่ แม้นายน้อยมีเจตนาช่วยเหลือในการที่นายใหญ่
กระทำความผิด แต่เมื่อนายใหญ่มิได้ใช้อาวุธปืนของนายน้อยยิงนายอ้วน นายใหญ่ไม่ได้ประโยชน์จากการช่วยเหลือของ
นายน้อย นายน้อยจึงไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของนายใหญ่


ข้อ 3. นายชมว่าจ้างนายชิตให้ไปฆ่านายใส นายชิตตกลงทำตาม แต่ก่อนที่จะไปฆ่า นายชิตเกิดป่วยกะทันหัน
นายชิตจึงไปว่าจ้างนายชื่นให้ไปฆ่านายใสแทนตน เมื่อนายชื่นจ้องเล็งปืนจะยิงนายใส นายชมเกิดสำนึกผิดจึงวิ่งเข้ามายัง
ที่เกิดเหตุและปัดปืน ทำให้ปืนตกลงไปในน้ำ
ให้วินิจฉัยว่า นายชื่น นายชิต นายชม ต้องรับผิดฐานใดหรือไม่

ธงคำตอบ
            นายชื่นรับจ้างนายชิตมาฆ่านายใส ถือว่ามีเจตนาฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เมื่อนายชื่นจ้องเล็งปืนจะยิงนายใส
เป็นการลงมือกระทำความผิด อันเป็นการพยายามกระทำความผิด นายชื่นจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น
โดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80
            นายชิตว่าจ้างนายชื่นให้ไปฆ่านายใสแทนตนจึงเป็นผู้ใช้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 เมื่อนายชื่น
เล็งปืนจ้องจะยิงนายใสเป็นกรณีความผิดที่ใช้ได้กระทำลงแล้ว นายชิตต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 84 วรรคสอง นายชิตจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมาย
อาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 โดยเป็นผู้ใช้ตามมาตรา 84
            นายชมว่าจ้างนายชิตให้ไปฆ่านายใส จึงเป็นผู้ใช้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 เช่นเดียวกับนายชิต
แม้นายชิตมิได้ลงมือฆ่าด้วยตนเอง แต่ไปใช้นายชื่นอีกต่อหนึ่ง ก็ถือได้ว่าการที่นายชื่นพยายามฆ่านายใสเป็นผลมาจาก
การว่าจ้างของนายชม นายชมจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 โดยเป็น
ผู้ใช้ตามมาตรา 84 อย่างไรก็ตามนายชมได้เข้าปัดปืนทำให้ปืนตกลงไปในน้ำ ถือว่าการกระทำของนายชื่นกระทำไปไม่ตลอด
เพราะการขัดขวางของนายชมซึ่งเป็นผู้ใช้ตามมาตรา 88 นายชมจึงรับโทษเพียงหนึ่งในสามของโทษตามประมวลกฎหมาย
อาญา มาตรา 289 (4) เสมือนหนึ่งความผิดที่ใช้ยังมิได้กระทำลงตามมาตรา 84 วรรคสอง


ข้อ 4. นายแดงเป็นคนไทยอยู่ต่างประเทศทำหนังสือมอบอำนาจเป็นภาษาอังกฤษที่สถานทูตไทย ให้นายดำ
ไปดำเนินการให้เช่าที่ดินของตนที่อยู่ในประเทศไทย แต่นายดำไม่สามารถหาผู้เช่าได้ มีแต่ผู้ต้องการซื้อ นายดำจึงได้
ดำเนินการขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้นายเขียวโดยแปลหนังสือมอบอำนาจของนายแดงเป็นภาษาไทย โดยเพิ่มเติม
ข้อความในคำแปลว่า นายแดงมอบอำนาจให้นายดำดำเนินการขายที่ดินแปลงดังกล่าวได้ด้วย แล้วนำหนังสือมอบอำนาจ
ฉบับภาษาอังกฤษและคำแปลภาษาไทยไปยื่นต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอจดทะเบียนนิติกรรมซื้อขาย เมื่อเจ้าพนักงาน
ที่ดินสอบถาม นายดำก็ให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่า นายแดงมอบอำนาจให้นายดำให้เช่าหรือขายที่ดินแปลง
ดังกล่าวได้ เจ้าพนักงานที่ดินได้จดถ้อยคำดังกล่าวไว้เป็นหลักฐานและดำเนินการจดทะเบียนนิติกรรมซื้อขายที่ดินให้
โดยให้นายดำลงลายมือชื่อในสัญญาซื้อขายด้วยจากนั้นนายดำได้ส่งเงินค่าขายที่ดินทั้งหมดให้นายแดง
ให้วินิจฉัยว่า นายดำมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานใดหรือไม่

ธงคำตอบ
            นายดำเป็นผู้ทำคำแปลหนังสือมอบอำนาจภาษาไทยขึ้นเอง คำแปลดังกล่าวจึงเป็นเอกสารของนายดำ ผู้ที่อ่าน
เอกสารดังกล่าวไม่มีใครเข้าใจว่าเป็นเอกสารที่นายแดงทำขึ้น เอกสารดังกล่าวจึงไม่ใช่เอกสารปลอมทั้งฉบับหรือ
แต่ส่วนหนึ่งส่วนใด นายดำไม่ได้เติมหรือตัดทอนข้อความหรือแก้ไขด้วยประการใด ๆ ในหนังสือมอบอำนาจฉบับ
ภาษาอังกฤษของนายแดง ซึ่งเป็นเอกสารที่แท้จริง ทั้งนายดำไม่ได้ประทับตราปลอมหรือลงลายมือชื่อปลอมในเอกสาร
ใด ๆ นายดำจึงไม่มีความผิดฐานปลอมเอกสาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264
             การที่นายดำให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินเป็นการแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ โดยมี
วัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานว่านายแดงมอบอำนาจให้ขายที่ดินได้ เจ้าพนักงานที่ดินได้จดถ้อยคำดังกล่าวไว้
และให้นายดำลงลายมือชื่อในสัญญาซื้อขาย บันทึกถ้อยคำของนายดำและหนังสือสัญญาซื้อขายเป็นเอกสารที่เจ้าพนักงาน
ที่ดินได้ทำขึ้นในหน้าที่ จึงเป็นเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน และการกระทำของนายดำ
ดังกล่าวน่าจะเกิดความเสียหายแก่นายแดง นายดำจึงมีความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 และฐานแจ้งความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137
(เทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาที่ 4/2486)


ข้อ 5. ระหว่างที่นายกบกับนายเขียดเดินเล่นอยู่ในสวนจตุจักร นายกบเหลือบไปเห็นนายปลาทำนาฬิกาหล่นจึงรีบเดิน
เข้าไปเก็บ โดยนายเขียดไม่คาดคิดมาก่อนว่านายกบจะทำเช่นนั้น ส่วนนายปลาเมื่อเดินไปได้ไม่ไกลทราบว่านาฬิกาหล่น
หายไปจึงเดินกลับมายังจุดที่นายกบและนายเขียดยืนอยู่ เมื่อนายกบเห็นนายปลาเดินกลับมาจึงได้ส่งนาฬิกาให้นายเขียด
นำออกไปจากบริเวณนั้น เมื่อนายปลาเดินมาถึงสอบถามว่านายกบเห็นนาฬิกาหรือไม่ นายกบตอบว่าไม่เห็น แล้วมอง
ตามหลังนายเขียดไป นายปลาเชื่อว่านายเขียดเอานาฬิกาไป จึงวิ่งตามไปร้องตะโกนว่า "ขโมย ๆ" นายเขียดจึงชกปาก
นายปลาอย่างแรงแล้วหนีไป ปรากฏว่านายปลาปากแตก ฟันหักสี่ซี่ ให้วินิจฉัยว่า นายกบและนายเขียดมีความผิดฐานใดบ้าง

ธงคำตอบ
           การที่นายปลาทำนาฬิกาหล่นหายแต่ได้ติดตามเอาทรัพย์คืนในทันที และนายกบก็ทราบดีว่านายปลากำลัง
ติดตามหานาฬิกาอยู่ นาฬิกาจึงไม่เป็นทรัพย์สินหายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคสอง นาฬิกายังอยู่ใน
ความครอบครองของนายปลาผู้เป็นเจ้าของ นายกบเอานาฬิกาของนายปลาไปโดยทุจริต จึงมีความผิดฐานลักทรัพย์
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334
          สำหรับนายเขียดไม่เป็นตัวการในความผิดฐานลักทรัพย์ เพราะขณะที่นายกบเดินเข้าไปเก็บนาฬิกา นายเขียด
ไม่คาดคิดมาก่อนว่านายกบจะทำเช่นนั้น แต่การที่นายเขียดช่วยพาทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์
ออกไปจากที่เกิดเหตุ โดยได้ทราบถึงพฤติการณ์แห่งการกระทำของนายกบ นายเขียดจึงมีความผิดฐานรับของโจร
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 (เทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาที่ 704/2493)
           การที่นายเขียดทำร้ายนายปลา แม้จะกระทำเพื่อยึดถือเอานาฬิกานั้นไว้และเพื่อให้พ้นจากการจับกุม
โดยไม่ขาดตอนจากการพานาฬิกาหลบหนีไป เป็นการรับของโจรแล้วทำร้าย มิใช่การลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้าย
จึงไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 ต่เมื่อนายปลาปากแตกและฟันหักถึงสี่ซี่ถือว่านายปลาได้รับอันตรายแก่กายแล้ว ดังนั้นนายเขียดจึงมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 อีกฐานหนึ่ง (เทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาที่ 745/2515)


ข้อ 6. ขณะที่เด็กชายตุ๋ยอายุ 5 ปี กำลังวิ่งเล่นอยู่ที่สนามหญ้าในบริเวณรั้วบ้านของนางระเบียบซึ่งเป็นมารดา
นายสังเวชซึ่งประสบภาวะการขาดทุนทางการค้าได้เข้าไปอุ้มเด็กชายตุ๋ยไปโดยเด็กชายตุ๋ยยอมไปด้วย จากนั้นนายสังเวช
โทรศัพท์ไปถึงนางระเบียบมารดาของเด็กชายตุ๋ย ให้นำเงิน 500,000 บาทใส่ถุงกระดาษไปวางไว้ ณ โบสถ์แห่งหนึ่ง
เมื่อได้รับเงินแล้วจะนำตัวเด็กชายตุ๋ยไปส่งคืน นางระเบียบจำเสียงนายสังเวชได้แต่ก็ตอบตกลงและนำเงินไปส่งมอบ
ณ สถานที่นัดไว้ เมื่อได้ตัวเด็กชายตุ๋ยคืนมาแล้ว จึงนำเจ้าพนักงานตำรวจไปจับนายสังเวชได้พร้อมกับเงินของกลาง
ให้วินิจฉัยว่า นายสังเวชมีความผิดฐานใดบ้าง

ธงคำตอบ
            การที่นายสังเวชเอาตัวเด็กชายตุ๋ยไป แล้วเรียกเงินจำนวน 500,000 บาท จากนางระเบียบผู้เป็นมารดา
จึงจะส่งตัวเด็กชายตุ๋ยคืนให้ เงินดังกล่าวเป็นค่าไถ่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (13) นายสังเวชจึงมีความผิด
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 313 วรรคหนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะที่นายสังเวชเอาตัวเด็กชายตุ๋ยไปนั้น เด็กชายตุ๋ยอยู่ในความปกครองดูแลของมารดา แม้เด็กชายตุ๋ยจะยินยอมไปด้วยก็ตามแต่เป็นการพรากเด็กชายตุ๋ยไปจากผู้ใช้อำนาจปกครอง เมื่อเป็นการเอาตัวไปเพื่อเรียกค่าไถ่ จึงเป็นการพรากเด็กไปโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อหากำไร การกระทำของนายสังเวชเป็นความผิด
ฐานพรากผู้เยาว์ตามมาตรา 317 วรรคสามด้วย (เทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาที่ 5554/2545)
          ขณะที่นายสังเวชพรากเด็กชายตุ๋ยไปนั้น นายสังเวชได้เข้าไปในบริเวณสนามหญ้าภายในบริเวณรั้วบ้านของ
นางระเบียบซึ่งเป็นเคหสถานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (4) โดยไม่มีเหตุอันสมควร นายสังเวชจึงมีความผิด
ฐานบุกรุกเคหสถานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364 อีกฐานหนึ่งด้วย


ข้อ 7. บริษัทเอ จำกัด เป็นบริษัทจดทะเบียนในประเทศบราซิล ซึ่งไม่มีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศไทย
บริษัทเอ จำกัด ได้ตกลงรับจ้างซ่อมเครื่องจักรให้แก่บริษัทไทยแท้ จำกัด คิดค่าซ่อมและค่าวัสดุอุปกรณ์รวมเป็นเงิน
สิบล้านบาท สัญญาทำกันที่กรุงเทพมหานคร แต่การซ่อมกระทำกันที่ประเทศบราซิลทั้งหมด เมื่อซ่อมเสร็จและมีการ
ส่งมอบเครื่องจักรแล้ว บริษัทไทยแท้ จำกัด ได้ชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่บริษัทเอ จำกัด ต่อมาเจ้าพนักงานประเมิน
ได้ออกหมายเรียกและตรวจสอบภาษีบริษัทไทยแท้ จำกัด แล้วเห็นว่าบริษัทไทยแท้ จำกัด มิได้หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย
ในการชำระเงินให้แก่บริษัทเอ จำกัด จึงประเมินให้บริษัทไทยแท้ จำกัด ชำระภาษีเงินได้ หัก ณ ที่จ่าย พร้อมเงินเพิ่ม
บริษัทไทยแท้ จำกัด ไม่เห็นด้วยกับการประเมิน จึงอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณา
อุทธรณ์พิจารณาแล้ววินิจฉัยว่าการประเมินชอบแล้วให้ยกอุทธรณ์
ให้วินิจฉัยว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์
ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ธงคำตอบ
                ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ
มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) (3) (4) (5) หรือ (6) ที่จ่ายจาก
หรือในประเทศไทย ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเสียภาษีโดยให้ผู้จ่ายเงินได้หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย
ตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล แล้วนำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่
อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดภายใน 7 วัน นับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น ถ้าผู้จ่ายเงินได้มิได้
หักและนำส่งหรือได้หักและนำส่งแล้วแต่ไม่ครบจำนวนที่ถูกต้อง ผู้จ่ายเงินได้ต้องรับผิดร่วมกับผู้มีเงินได้ในการเสียภาษี
ที่ต้องชำระตามจำนวนเงินภาษีที่มิได้หักและนำส่งหรือตามจำนวนที่ขาดไป แล้วแต่กรณี
                กรณีตามปัญหาสัญญาระหว่างบริษัทไทยแท้ จำกัด กับบริษัทเอ จำกัด เป็นสัญญาจ้างทำของ เมื่อสัญญาจ้างทำของเป็นสัญญาที่มุ่งถึงผลสำเร็จของงานเป็นสำคัญ การที่จะถือว่า บริษัทเอ จำกัด ประกอบกิจการในประเทศไทยหรือไม่จึงต้องพิจารณาจากสถานที่ที่ให้บริการเป็นสำคัญ มิใช่พิจารณาจากสถานที่ทำสัญญาเหมือนสัญญาซื้อขาย เมื่องานซ่อมเครื่องจักรทั้งหมดกระทำที่ประเทศบราซิล จึงไม่ถือว่าบริษัทเอ จำกัด ประกอบกิจการในประเทศไทย
                แม้การจ่ายเงินรายนี้จะเป็นการจ่ายจากในประเทศไทย แต่เนื่องจากเงินค่าซ่อมและค่าวัสดุอุปกรณ์ดังกล่าว
เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (7) แห่งประมวลรัษฎากร เพราะเป็นเงินได้จากการรับเหมาที่ผู้รับเหมาต้องลงทุนจัดหาสัมภาระในส่วนสำคัญนอกจากเครื่องมือ มิใช่เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) (3) (4) (5) หรือ (6) บริษัทเอ จำกัด จึงไม่ต้องเสียภาษีตามประมวลกฎรัษฎากรของไทย ฉะนั้น บริษัทไทยแท้ จำกัด ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินได้จึงไม่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งตามมาตรา 70 ดังนั้น การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย


ข้อ 8. บริษัทเอมอิ่ม จำกัด ตกลงจ้างนางสาวสร้อยเป็นนักร้องประจำห้องอาหารค่าจ้างเดือนละ 15,000 บาท
นางสาวสร้อยต้องตอกบัตรลงเวลาเริ่มทำงานและเลิกงาน หากไม่ตอกบัตรจะไม่ได้รับค่าจ้าง วันใดที่หยุดงานโดย
ไม่มีใบลาจะถูกตัดค่าจ้าง ระหว่างเวลาทำงานต้องอยู่ในสถานที่ทำงาน และต้องร้องเพลงตามที่หัวหน้าวงดนตรีกำหนด
เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2546 บริษัทเอมอิ่ม จำกัด สั่งให้นางสาวสร้อยไปร้องเพลงในงานวันเกิดของลูกค้าคนสำคัญ
ในต่างจังหวัด นางสาวสร้อยจึงออกเดินทางจากบ้านพักเวลา 15.00 นาฬิกา เพื่อไปให้ทันเวลาเริ่มงาน 18.00 นาฬิกา
ระหว่างการเดินทาง รถประจำทางที่นางสาวสร้อยโดยสารแล่นผิดทางตกถนน นางสาวสร้อยถึงแก่ความตาย
มารดานางสาวสร้อยยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทน บริษัทเอมอิ่ม จำกัด โต้แย้งว่า มารดานางสาวสร้อยไม่มีสิทธิได้รับเงิน
ทดแทนเพราะนางสาวสร้อยเป็นนักร้อง ไม่มีฐานะเป็นลูกจ้าง ทั้งประสบเหตุอันตรายโดยยังมิได้ลงมือทำงานให้แก่นายจ้าง
ให้วินิจฉัยว่า นางสาวสร้อยมีฐานะเป็นลูกจ้างหรือไม่ และประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานหรือไม่
และมารดานางสาวสร้อยจะมีสิทธิได้รับเงินทดแทนหรือไม่

ธงคำตอบ
               นางสาวสร้อยตกลงรับจ้างทำงานเป็นนักร้องประจำห้องอาหารให้แก่บริษัทเอมอิ่ม จำกัด โดยรับค่าจ้างเดือนละ
15,000 บาท เมื่อนางสาวสร้อยต้องตอกบัตรลงเวลาเริ่มทำงานและเลิกงาน ต้องยื่นใบลาเมื่อหยุดงาน ต้องอยู่ใน
สถานที่ทำงาน และต้องร้องเพลงตามที่หัวหน้าวงดนตรีกำหนด แสดงว่านางสาวสร้อยต้องปฏิบัติตามคำสั่งและระเบียบ
และอยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของบริษัทเอมอิ่ม จำกัด นางสาวสร้อยจึงมีฐานะเป็นลูกจ้างของบริษัทเอมอิ่ม จำกัด
(เทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาที่ 3305/2545)
                นางสาวสร้อยซึ่งเป็นลูกจ้างออกเดินทางจากบ้านพักเพื่อไปร้องเพลงในงานวันเกิดของลูกค้าคนสำคัญใน
ต่างจังหวัดตามคำสั่งของนายจ้าง และประสบอุบัติเหตุขณะเดินทาง แสดงว่าในวันดังกล่าวนางสาวสร้อยไม่ต้องเข้าไป
ทำงานที่ห้องอาหารของนายจ้าง แต่ต้องเดินทางไปทำงานยังสถานที่จัดงานวันเกิดของลูกค้าเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่ง
นายจ้างย่อมชี้ให้เห็นว่าลูกจ้างเริ่มลงมือทำงานแล้ว แม้จะยังไม่ถึงสถานที่ที่จะทำงานให้แก่นายจ้าง ก็ถือได้ว่า
นางสาวสร้อยประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้าง ตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 5
(เทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาที่ 4919/2538)
              เมื่อนางสาวสร้อยประสบอันตรายจนถึงแก่ความตาย มารดาของนางสาวสร้อย จึงเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทน
ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 20


ข้อ 9. ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลล่างทั้งสองว่านายเดชกระทำความผิดข้อหามีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 15 เม็ด
ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2)
ประกอบมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ลงโทษจำคุก 4 ปี ต่อมานายเดชยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้รื้อฟื้นคดีดังกล่าวขึ้น
พิจารณาใหม่ อ้างว่ามีพยานหลักฐานที่ยังไม่เคยนำมาแสดงต่อศาล ในวันนัดไต่สวน นายเดชยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า
พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) ที่ว่าการมีไว้ในครอบครองซึ่งเมทแอมเฟตามีน
จำนวนสิบห้าหน่วยการใช้ขึ้นไปให้ถือว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พุทธศักราช 2540 มาตรา 33 วรรคหนึ่ง ที่ว่าในคดีอาญาต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด
และในคำร้องยังกล่าวด้วยว่า ก่อนยื่นคำร้องประมาณ 1 เดือน นายเดชวิวาทกับผู้ต้องขังอื่น เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ลงโทษ
นายเดชโดยตีตรวนที่ข้อเท้าทั้งสองข้างเป็นเวลา 3 เดือน การกระทำของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ดังกล่าวเป็นการละเมิดศักดิ์ศรี
ความเป็นมนุษย์ของนายเดชตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 4 ขอให้ศาลชั้นต้นส่งความเห็นของนายเดชไปยังศาลรัฐธรรมนูญ
เพื่อพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 264
ให้วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นต้องส่งความเห็นของนายเดชทั้งสองกรณีไปยังศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่

ธงคำตอบ
                การส่งความเห็นของคู่ความในคดีว่า บทบัญญัติใดของกฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญให้ศาลรัฐธรรมนูญ
พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 นั้น มาตรา 264 วรรคหนึ่ง ตอนท้ายบัญญัติว่า ให้ศาลรอการพิจารณา
พิพากษาคดีไว้ชั่วคราว และมาตรา 264 วรรคสามบัญญัติว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้ใช้ได้ในคดีทั้งปวง
แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุดแล้ว แสดงว่าคดีนั้นต้องยังไม่ถึงที่สุด กรณีตามปัญหา คดีเดิมที่
ศาลต้องใช้พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 บังคับแก่คดีได้ถึงที่สุดไปแล้ว แม้นายเดชจะยื่นคำร้องขอให้
รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ แต่ตราบใดที่ศาลยังมิได้มีคำสั่งอนุญาตต้องถือว่าคดีดังกล่าวยังคงเป็นคดีถึงที่สุดอยู่
ความเห็นของนายเดชที่ว่าพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) ขัดหรือแย้งต่อ
รัฐธรรมนูญ มาตรา 33 วรรคหนึ่ง จึงไม่ต้องด้วยมาตรา 264 ศาลชั้นต้นไม่ต้องส่งความเห็นของนายเดชดังกล่าวไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 263/2543)
                ส่วนที่นายเดชมีความเห็นว่า การที่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ลงโทษนายเดชโดยตีตรวนที่ข้อเท้าทั้งสองข้างเป็นเวลา
3 เดือน เป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของนายเดช ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 4 นั้น มิใช่ข้อโต้แย้งว่าบทบัญญัติ
ใดของกฎหมายต้องด้วยมาตรา 6 กล่าวคือ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ แต่เป็นข้อโต้แย้งว่า การกระทำของบุคคลขัดหรือ
แย้งต่อรัฐธรรมนูญจึงไม่ต้องด้วยมาตรา 264 ศาลชั้นต้นไม่ต้องส่งความเห็นของนายเดชดังกล่าวไปให้ศาลรัฐธรรมนูญ
พิจารณาวินิจฉัยเช่นกัน (เทียบคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 2/2543)


ข้อ 10. นายสิงห์ได้รับมอบหมายจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ให้ไป
ตรวจสอบสภาพอาคารของนายกันย์ จึงนำร้อยตำรวจเอกตุลย์ไปยังอาคารดังกล่าว นายกันย์ชกต่อยต่อสู้ขัดขวางไม่ให้
บุคคลทั้งสองเข้าไปภายในอาคาร ต่อมาเจ้าพนักงานท้องถิ่นพบว่านายกันย์ก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาตจาก
เจ้าพนักงานท้องถิ่นและถึงแม้นายกันย์จะยื่นขออนุญาต แบบแปลนที่ยื่นขออนุญาตนั้นเจ้าพนักงานท้องถิ่นก็ไม่อาจอนุญาตให้ก่อสร้างได้ จึงมีคำสั่งให้รื้อถอนอาคาร แต่นายกันย์เพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง เจ้าพนักงานท้องถิ่นเห็นว่าไม่มีวิธีบังคับอื่นใดนอกจากขอให้ศาลมีคำสั่งจับกุมและกักขังนายกันย์ ส่วนร้อยตำรวจเอกตุลย์ ตั้งข้อหานายกันย์ฐานต่อสู้
ขัดขวางเจ้าพนักงาน ต้องการหมายจับของศาลเพื่อจับกุมนายกันย์มาดำเนินคดีให้วินิจฉัยว่า เจ้าพนักงานท้องถิ่นและร้อยตำรวจเอกตุลย์ ต้องยื่นคำร้องต่อศาลใดเพื่อขอให้มีคำสั่งจับกุมกักขังและออกหมายจับ

ธงคำตอบ
                การที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีคำสั่งให้นายกันย์รื้อถอนอาคารเป็นคำสั่งทางปกครอง ดังนั้น การที่จะขอให้ศาล
มีคำสั่งจับกุมและกักขังบุคคลตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 43 วรรคหนึ่ง (1) จึงเป็นมาตรการ
บังคับเพื่อให้บุคคลปฏิบัติตามคำสั่งทางปกครอง ถือเป็นกรณีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองตามพระราชบัญญัติ
จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 เจ้าพนักงานท้องถิ่นจึงต้องยื่นคำร้องต่อ
ศาลปกครอง (เทียบคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ 16/2545)
                ส่วนการที่ร้อยตำรวจเอกตุลย์ยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายจับในคดีอาญานั้น เป็นขั้นตอนการดำเนินการ
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพื่อนำไปสู่การลงโทษผู้กระทำความผิดทางอาญา ซึ่งไม่เป็นคดีพิพาท
เกี่ยวกับการกระทำทางปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9
ศาลที่มีอำนาจออกหมายจับคือศาลยุติธรรม ร้อยตำรวจเอกตุลย์จึงต้องยื่นคำร้องต่อศาลยุติธรรม (เทียบคำวินิจฉัยชี้ขาด
อำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ (6/2545)